⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2329-2330/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2329-2330/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่ผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วเกินควรในขณะที่สภาพถนนลื่น อาจถือเป็นการขับรถโดยประมาท * การจอดรถในลักษณะคร่อมผิวจราจรบางส่วน อาจไม่ถือเป็นการประมาทร่วม หากยังมีช่องทางให้รถคันอื่นผ่านไปได้โดยสะดวก * สัญญาประนีประนอมยอมความที่มีเงื่อนไขเรื่องกำหนดเวลา หากฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข สัญญาย่อมสิ้นผลบังคับ และมูลหนี้เดิมไม่ระงับ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยขับรถโดยใช้ความเร็วขณะฝนตกหนักและถนนลื่นจึงเสียหลักเข้าปะทะกับรถของโจทก์ซึ่งจอดคร่อมอยู่ในผิวจราจรถือได้ว่าเหตุเกิดขึ้นเพราะจำเลยขับรถโดยประมาท แม้จะฟังว่าโจทก์จอดรถอยู่ในผิวจราจร 90 เซนติเมตร แต่ถนนบริเวณนั้นผิวจราจรกว้างถึง 8 เมตร ยังเหลือผิวจราจรกว้างพอที่จำเลยจะขับรถผ่านไปได้โดยสะดวก จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทด้วย โจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายไว้ว่า จำเลยยินยอมชำระเงินจำนวนหนึ่งให้แก่โจทก์ หากจำเลยชำระเงินภายในกำหนด โจทก์จะไม่เรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีเงื่อนเวลาสิ้นสุดกำหนดไว้ เมื่อจำเลยไม่ชำระเงินภายในกำหนด ข้อตกลงย่อมสิ้นผลบังคับ มูลหนี้ละเมิดจึงไม่ระงับ และเมื่อจำเลยยกเรื่องข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเป็นข้อต่อสู้ว่ามูลหนี้ละเมิดระงับ ศาลก็ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยว่าข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าวมีผลให้มูลหนี้ละเมิดระงับหรือไม่ แม้โจทก์จะมิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ก็ตาม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.153 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.442

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 62,430 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์สำนวนแรก และชำระเงิน 6,429 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์สำนวนหลัง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์สำนวนหลังเพิ่มขึ้นอีก 12,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุฝนตกหนักถนนลื่นน้ำเข้าห้ามล้อรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับจนห้ามล้อไม่อยู่ รถจึงได้ชนรถยนต์ที่นายเอกชัยโจทก์จอดอยู่ กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น เห็นว่า เหตุที่เกิดขึ้นนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อร้อยตำรวจโทสมเกียรติ พานิชการ พนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาท โดยให้ถ้อยคำไว้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ขับรถมาถึงที่เกิดเหตุรถได้เสียหลักเข้าปะทะรถที่จอดอยู่เท่านั้น ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ต้องหาด้วย หากน้ำเข้าห้ามล้อรถจนห้ามล้อไม่ได้ ก็เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องอ้างเหตุดังกล่าวเป็นข้อแก้ตัวตั้งแต่แรกแล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยในเรื่องนี้ไม่มีน้ำหนัก รับฟังเป็นความจริงไม่ได้ ขณะเกิดเหตุฝนตกหนัก ย่อมมองเห็นถนนข้างหน้าไม่ชัดเจน ทั้งสภาพของถนนลื่น จำเลยที่ 1 ควรจะขับรถให้ช้าลงและใช้ความระมัดระวังให้มากซึ่งอยู่ในวิสัยที่จะใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้จำเลยที่ 1 เบิกความว่าในขณะนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วประมาณ50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ศาลฎีกาเห็นว่าในขณะฝนตกหนักและถนนลื่น การขับรถโดยใช้ความเร็วขนาดนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย การที่รถเสียหลักเข้าปะทะรถซึ่งจอดอยู่ริมถนน จึงถือได้ว่าเหตุเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นการละเมิด ที่จำเลยฎีกาว่านายเอกชัยโจทก์จอดรถคร่อมระหว่างไหล่ถนนกับผิวจราจร นายเอกชัยจึงมีส่วนประมาทด้วยนั้น แม้จะฟังว่านายเอกชัยจอดรถคร่อมอยู่ในผิวจราจร 90 เซนติเมตรดังจำเลยอ้าง แต่ถนนบริเวณนั้นผิวจราจรกว้างถึง 8 เมตร ยังเหลือผิวจราจรกว้างพอที่จำเลยที่ 1จะขับรถผ่านไปได้โดยสะดวก ตามพฤติการณ์ยังถือไม่ได้ว่านายเอกชัยโจทก์มีส่วนประมาทด้วย" ฯลฯ "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กับนายสุภัทร อมตพจน์ ผู้รับมอบอำนาจจากนายเอกชัย บูรพชัยศรี ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงเรื่องค่าเสียหายกันตามเอกสารหมาย ล.6 มูลหนี้ละเมิดจึงระงับแล้วนั้น เอกสารหมาย ล.6 มีข้อความเกี่ยวกับค่าเสียหายสรุปได้ว่า นายสุภัทรเรียกร้องค่าซ่อมรถเป็นเงิน 60,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลเด็กชายอนุวัตร เด็กชายอนุชาและเด็กชายอนุสรณ์อีก 10,000 บาท จำเลยที่ 1 ยินยอมชำระให้ภายในไม่เกินวันที่ 10 มกราคม 2519 ทั้งนี้นายสุภัทรขอสงวนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่เกินวันที่ 10 มกราคม 2519 หากจำเลยที่ 1 ชำระเงินภายในกำหนด ก็จะไม่เรียกร้องค่าเสียหายในคดีแพ่งต่อไป ซึ่งมีความหมายว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ชำระเงินภายในกำหนด ผู้เสียหายจึงจะไม่ใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายอีก ข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าวจึงมีเงื่อนเวลาสิ้นสุดกำหนดไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินภายในกำหนด ข้อตกลงนั้นย่อมสิ้นผลบังคับ มูลหนี้ละเมิดจึงไม่ระงับ โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายตามมูลหนี้ละเมิดได้ ที่จำเลยโต้แย้งในฎีกาว่าโจทก์มิได้ยกประเด็นข้อสงวนสิทธิเป็นข้อต่อสู้ ศาลไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยได้นั้นเห็นว่า จำเลยเป็นฝ่ายยกเรื่องข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.6 เป็นข้อต่อสู้ว่ามูลหนี้ละเมิดระงับ ศาลก็ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยว่าข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าวมีผลให้มูลหนี้ละเมิดระงับหรือไม่ จำเลยจะให้ศาลวินิจฉัยข้อความในเอกสารเฉพาะที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยฝ่ายเดียวหาได้ไม่" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2329 - 2330/2523 บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด โจทก์ สิบเอกเสริม แจ้งมงคล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด · จำเลย - สิบเอกเสริม แจ้งมงคล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสม ศรีเจริญ · เพียร ศรีอรุณ · สง่า อำพันแสง
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 3206/2537ฎีกา 779/2532ฎีกา 685/2550ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8137/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 8137-8138/2538ฎีกา 2501/2526ฎีกา 3350/2538ฎีกา 369/2522ฎีกา 1969/2515ฎีกา 2752/2537ฎีกา 463/2503ฎีกา 200/2536ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 616-617/2518ฎีกา 3373/2535ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2738/2554ฎีกา 541/2509ฎีกา 70/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา