คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3251/2524
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่จำเลยไม่รับรองว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ ถือว่าเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามที่โจทก์กล่าวอ้าง
* ประเด็นข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น จะไม่สามารถยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ เว้นแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ย่อคำพิพากษา
โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลังเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยให้การว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ จำเลยไม่รับรอง ถือไม่ได้ว่าเป็นคำให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้ง จึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นทบวงการเมือง อันเป็นนิติบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้
การที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเช็ค เป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเมื่อมิได้ยกขึ้นว่ามาแล้วในศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225
จำเลยเพิ่งกล่าวอ้างในชั้นฎีกาว่า โจทก์กระทำการเป็นพ่อค้าขายทรัพย์สินให้จำเลยและฟ้องเรียกเอาค่าที่ได้ส่งมอบของ จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 165(1) โดยมิได้มีการยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลังเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีหน้าที่จัดเก็บภาษีตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร และเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายศุลกากร เจ้าพนักงานศุลกากรและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นบ้านจำเลยพบเครื่องวิทยุรับส่ง กล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายภาพยนตร์ อุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์และเครื่องบันทึกเสียง รวม ๒๔รายการ โดยจำเลยร่วมกันมีไว้ในครอบครองและรับไว้โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ จำเลยได้ตกลงกับโจทก์ของดการฟ้องร้องยอมยกของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดินและตกลงขอซื้อของกลางคืนในราคาที่โจทก์เห็นสมควร ในวันตกลงจำเลยได้รับของกลางคืนไปโดยได้วางเงินประกันราคาของกลาง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ด้วยเช็คซึ่งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อโจทก์ประเมินราคาเสร็จแล้วจำเลยจะนำเงินมาชำระให้ภายใน ๓ วัน นับแต่วันได้รับคำบอกกล่าว ต่อมาคณะกรรมการเปรียบเทียบประเมินราคาของกลางทั้งสิ้น ๖๕๓,๓๘๐ บาท ลด ๓๐ เปอร์เซ็นต์ถือเอาเป็นราคาของกลางขายคืนเป็นเงิน ๓๐๙,๑๘๗.๒๖ บาท และได้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งราคาให้จำเลยทราบและกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินมาชำระ จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอให้ลดราคาลงอีก โจทก์ได้แก้ไขประเมินราคาบางรายการลงเหลือ ๒๗๕,๙๔๕.๔๖ บาท และแจ้งให้จำเลยนำเงินมาชำระหรือหากไม่ซื้อก็ให้นำของกลางมาคืน จำเลยไม่คัดค้าน แต่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ไม่ชำระเงินหรือนำของกลางมาคืนขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชำระเงิน ๒๗๕,๙๔๕.๔๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ส่งมอบของกลางคืนแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่จำเลยไม่รับรองใบแต่งทนายความไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินตามฟ้องจึงไม่มีอำนาจฟ้องสิ่งของตามฟ้องจำเลยมิได้นำเข้ามาในประเทศไทยโดยมิได้เสียภาษีอากร มิได้ครอบครองและรับไว้โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากร จำเลยซื้อจากบุคคลอื่นในประเทศไทยเป็นของเก่าใช้แล้ว จึงไม่ผิดกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิยึดจำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ให้เปรียบเทียบงดฟ้องร้องและยอมยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน ไม่เคยตกลงซื้อของกลางคืน จำเลยที่ ๒ลงชื่อในเอกสารท้ายฟ้องเพราะถูกเจ้าหน้าที่ของโจทก์ข่มขู่หลอกลวงและสำคัญผิดว่าจำเลยที่ ๑ นำของกลางมาจากต่างประเทศ หรือซื้อมาโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร สัญญาดังกล่าวจึงไม่สมบูรณ์ จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งราคาของกลางจากโจทก์ ราคาประเมินสูงเกินความจริงฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองและรับไว้โดยรู้ว่าของที่ถูกยึดเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร จำเลยได้ยอมยกของกลางให้เป็นของแผ่นดินเพื่อระงับการฟ้องร้องและขอรับของกลางคืนไปก่อนระหว่างที่รอการประเมินราคา โจทก์ประเมินราคาแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงต้องรับผิด คำให้การของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรค ๒ เพราะไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งเหตุแห่งการปฏิเสธว่า จำเลยอ้างอายุความในเรื่องใดไม่เป็นประเด็นถือว่าจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ ๒๗๕,๙๔๕.๔๖ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ส่งมอบของกลางคืน
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าโจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลังเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยให้การว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ จำเลยไม่รับรอง ถือไม่ได้ว่าเป็นคำให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่าโจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลังซึ่งเป็นทบวงการเมืองอันเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้
ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยชำระหนี้ด้วยเช็คถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่าการที่จำเลยชำระหนี้ด้วยเช็คจะเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่ มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อมิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕
ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕(๑) เพราะโจทก์กระทำการเป็นพ่อค้าขายทรัพย์สินให้จำเลยที่ ๒ และฟ้องเรียกเอาค่าที่ได้ส่งมอบของ ไม่ใช่อายุความ ๑๐ ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนั้น เห็นว่า มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแต่ศาลล่าง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3251/2524
กรมศุลกากร โจทก์
นายชุติมา สุวรรณรัต กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - กรมศุลกากร · จำเลย - นายชุติมา สุวรรณรัต กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · ขจร หะวานนท์ · แถมชัย สิทธิไตรย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายดำรง อุณหวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายยง ศรีนาม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา