⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3356/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3356/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การหักกลบลบหนี้ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ สามารถกระทำได้ แม้หนี้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีวัตถุอย่างเดียวกัน หรืออยู่ในเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาก็ตาม และการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่จำเป็นต้องทำภายในกำหนดเวลาสองเดือนตามมาตรา 91 หากเจ้าหนี้เพียงแต่ประสงค์จะหักกลบลบหนี้ มิใช่การขอรับชำระหนี้

ย่อคำพิพากษา

การหักกลบลบหนี้ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 102 ให้กระทำได้แม้มูลแห่งหนี้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีวัตถุอย่างเดียวกัน หรืออยู่ในเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาก็ตาม ธนาคารผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้และมีหน้าที่จะต้องคืนเงินที่รับฝากแก่จำเลย จึงมีสิทธิหักกลบลบหนี้ โดยแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 102 ได้ แม้จะไม่ได้แสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา 91 ก็ตาม เพราะกรณีมิใช่ธนาคารผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.341 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.657 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.672 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.91 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.102

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๒๒ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด ต่อมาวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๓ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยมีเงินฝากประจำในธนาคารผู้ร้องจำนวน ๑,๔๑๑,๓๖๒.๑๘ บาท กับจำเลยเป็นลูกหนี้ธนาคารผู้ร้องตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นเงิน ๑,๓๙๕,๙๙๔.๑๙ บาท ถ้าหักกลบลบหนี้กันแล้วธนาคารผู้ร้องยังเป็นหนี้กองทรัพย์สินของจำเลย ๑๕,๓๖๗.๙๙ บาท เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือแจ้งอายัดให้ธนาคารผู้ร้องส่งเงินฝากของจำเลยต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ธนาคารผู้ร้องจึงขอหักกลบลบหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายมาตรา ๑๐๒ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ให้ธนาคารผู้ร้องส่งมอบเงินฝากของจำเลยพร้อมดอกเบี้ยแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอให้ศาลมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ยื่นคำคัดค้านว่า การที่จำเลยนำเงินฝากประจำไว้กับธนาคารผู้ร้อง ธนาคารผู้ร้องยังหาเป็นลูกหนี้จำเลยไม่คงมีหน้าที่ต้องชำระเงินคืนเมื่อถึงกำหนด ตราบใดที่ยังไม่มีการผิดสัญญา หนี้ก็หาเกิดขึ้นไม่การหักกลบลบหนี้จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้หากถือว่าธนาคารผู้ร้องเป็นลูกหนี้จำเลยธนาคารผู้ร้องไม่ได้แสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนด ๒ เดือนตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดไว้ ทำให้ขัดข้องในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกขอให้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยกคำร้องของธนาคารผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้จำหน่ายธนาคารผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของจำเลย เว้นแต่หนี้ส่วนที่เหลือจากการหักกลบลบหนี้จำนวน ๑๕,๓๖๗.๙๙ บาท ให้ธนาคารผู้ร้องส่งมอบแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๘ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเสร็จ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่าธนาคารผู้ร้องมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ หมวด ๔ วิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนที่ ๑ การขอรับชำระหนี้ มาตรา ๑๐๒ บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ถึงแม้ว่ามูลแห่งหนี้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันก็ดี หรืออยู่ในเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาก็ดีก็อาจหักกลบลบหนี้กันได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ดังนี้ เห็นว่าการหักกลบลบหนี้ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งตามมาตรา ๑๐๒ บัญญัติให้กระทำได้แม้มูลแห่งหนี้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีวัตถุเป็นอย่างเดียว หรืออยู่ในเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาก็ตาม คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่าธนาคารผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้กับธนาคารผู้ร้องมีหนี้ที่จะต้องคืนเงินที่รับฝากให้ครบจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๗, ๖๗๒ ธนาคารผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ของจำเลยอยู่ในเวลาที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโดยหาใช่เป็นกรณีที่ธนาคารผู้ร้องได้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยภายหลังที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วไม่ ฉะนั้น เมื่อมูลแห่งหนี้คดีนี้มีวัตถุเป็นเงินอย่างเดียวกันสภาพแห่งหนี้เปิดช่องให้หักกลบลบหนี้กันได้ ธนาคารผู้ร้องย่อมมีสิทธิหักกลบลบหนี้โดยการแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา ๑๐๒ ได้ แม้จะไม่ได้แสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา ๙๑ นั้น ก็ตาม เพราะธนาคารผู้ร้องมิได้ร้องขอรับชำระหนี้และมิใช่เป็นกรณีที่ธนาคารผู้ร้องได้สละสิทธิขอรับชำระหนี้ดังข้อโต้แย้งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นแต่อย่างใดทั้งโดยเฉพาะข้อเท็จจริงตามคำร้องซึ่งรับกันแล้วว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ธนาคารผู้ร้องตามจำนวนในคำร้องจริงโดยความจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าการที่ธนาคารผู้ร้องแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้นเป็นการขัดข้องต่อการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้หรือเพื่อจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ (จำเลย) ดังข้อกล่าวอ้างของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3356/2524 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โจทก์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ผู้ร้อง นายโสภณ ประคองจิตร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด · ผู้ร้อง - ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด · จำเลย - นายโสภณ ประคองจิตร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · ขจร หะวานนท์ · แถมชัย สิทธิไตรย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเลียบ ภิญญะวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1444/2523ฎีกา 1063/2545ฎีกา 2694/2535ฎีกา 685/2512ฎีกา 1001/2509ฎีกา 2923/2525ฎีกา 3045/2545ฎีกา 275/2567ฎีกา 2776/2525ฎีกา 3187/2531ฎีกา 9663/2554ฎีกา 881/2544ฎีกา 8080/2538ฎีกา 9487/2558ฎีกา 946/2509ฎีกา 3635/2541ฎีกา 4275/2560ฎีกา 3515/2532ฎีกา 374/2534ฎีกา 3926/2530ฎีกา 1632/2535ฎีกา 4851/2545ฎีกา 3527/2536ฎีกา 9278/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา