⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3834/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3834/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจ่ายสินจ้างเป็นรายเที่ยวแก่ลูกจ้างขับรถบรรทุก ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ลักษณะจ้างแรงงานเปลี่ยนแปลงไป และการกระทำของลูกจ้างที่ขับรถยนต์ของนายจ้างเพื่อนำไปเก็บ ถือเป็นการกระทำในทางการที่จ้าง

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุรับจ้างบรรทุกหิน ดิน ทรายอันเป็นการทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้าง ภายใต้บังคับบัญชาของนายจ้าง ถึงแม้จำเลยที่ 2 จะจ่ายสินจ้างให้จำเลยที่ 1 เป็นรายเที่ยวก็เป็นแต่เพียงวิธีการคำนวณสินจ้างและกำหนดจ่ายสินจ้างเมื่องานได้ทำแล้วเสร็จหาทำให้อำนาจบังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 เปลี่ยนแปลงไปไม่ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองจึงต้องด้วยลักษณะจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 การที่จำเลยที่ 1ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 เพื่อจะนำไปเก็บ ก็เป็นการปฏิบัติงานของนายจ้างตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปย่อมเป็นการกระทำในทางการที่จ้าง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เด็กชายชัยโรจน์ พูลจันทร์ อายุ ๑๓ ปี เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและอยู่ในความปกครองของโจทก์ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน น.ศ.๐๕๐๙๒ และได้ร่วมกับจำเลยที่ ๓ ครอบครองหาผลประโยชน์รับจ้างบรรทุกหิน ดิน ทรายและใช้ในกิจการส่วนตัว กับได้ร่วมกันเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าว เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ เวลากลางวันจำเลยที่ ๑ ได้ขับรถคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างไปตามถนนสายทุ่งสง - นครศรีธรรมราช ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๑๑ - ๑๒ ซึ่งเป็นทางโค้งไปมาระหว่างช่องไหล่เขาและเป็นทางลาดลงสู่ที่ต่ำคดเคี้ยวไปมาซึ่งไม่สามารถมองเห็นรถที่แล่นสวนทางมาในระยะไกลได้จำเลยที่ ๑ ได้ขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังโดยขับด้วยความเร็วสูง ขับคร่อมเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนกินทางเข้าไปในเส้นทางของรถที่จะแล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้รถของจำเลยที่ ๑ พุ่งเข้าชนท้ายรถยนต์โดยสารที่แล่นสวนทางมาได้รับความเสียหายและผู้โดยสารคือเด็กชายชัยโรจน์ พูลจันทร์ บุตรโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสแขนขวาขาด จำเลยที่ ๑ ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาศาลพิพากษาลงโทษจำคุก คดีถึงที่สุด การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่าจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๑ มิได้ขับรถโดยประมาท แต่รถที่แล่นสวนทางมาพุ่งเข้าชนรถของจำเลยที่ ๑ ในเส้นทางเดินรถของจำเลยที่ ๑ โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินไป ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่ได้ร่วมกันดำเนินกิจการใช้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุทั้งในกิจการส่วนตัวและรับจ้างหาผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งไม่ได้ร่วมกันจ้างจำเลยที่ ๑ ทำหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุก จำเลยที่ ๑ มิได้ขับรถโดยประมาทคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๕๒/๒๕๒๐ ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๕ (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) จะนำมายันจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ มิได้ จำเลยที่ ๒ ได้ประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้กับบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกบริษัทสินมั่นคง ประกันภัยจำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่ได้ดำเนินกิจการใช้รถคันดังกล่าวหาประโยชน์ร่วมกันจำเลยที่ ๑ มิได้ทำละเมิด และต่อสู้ว่าฟ้องเคลือบคลุมและคดีขาดอายุความจำเลยร่วมไม่ได้เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุ หากเป็นผู้รับประกันภัยก็ไม่ต้องรับผิด เพราะผู้เอาประกันภัยผิดเงื่อนไขและผิดสัญญาประกันภัย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยร่วมฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเฉพาะที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายฎีกาเพียงข้อเดียวว่า จำเลยที่ ๑ ผู้ขับรถยนต์บรรทุกได้รับสินจ้างจากจำเลยที่ ๒ เป็นรายเที่ยว จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และเกิดเหตุขณะจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์เพื่อจะนำไปเก็บไม่อยู่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเองนำสืบรับว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุรับจ้างบรรทุกหินดิน ทราย อันเป็นการทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ ผู้เป็นนายจ้างภายใต้บังคับบัญชาของนายจ้าง ถึงแม้จำเลยที่ ๒ จะจ่ายสินจ้างให้จำเลยที่ ๑ เป็นรายเที่ยว ก็เป็นแต่เพียงวิธีการคำนวณสินจ้างและกำหนดจ่ายสินจ้างเมื่องานได้ทำแล้วเสร็จ หาทำให้อำนาจบังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ เปลี่ยนแปลงไปไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองจึงต้องด้วยลักษณะจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๗๕ การที่จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ เพื่อจะนำไปเก็บก็เป็นการปฏิบัติงานของนายจ้างตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปย่อมเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ และวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท ที่ศาลล่างให้จำเลยร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เกินไปกว่าจำนวนอันจะพึงต้องใช้ตามสัญญาศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ๑๒๙,๖๗๙ บาท โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3834/2524 นางถ่าย เก้าซ้วน ของเด็กชายชัย โรจน์ ผู้เยาว์ โจทก์ นายตั้น หอมหวล กับพวก จำเลย บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความของเด็กชายชัย - นางถ่าย เก้าซ้วน · โจทก์ - โรจน์ ผู้เยาว์ · จำเลย - นายตั้น หอมหวล กับพวก · จำเลยร่วม - บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศักดิ์ สนองชาติ · เฟื่องขจิต รัศมิภูติ · สมศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายสมปอง ศรีสมทรัพย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมณเฑียร ตู้จินดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2894/2532ฎีกา 685/2512ฎีกา 1611/2512ฎีกา 1875/2566ฎีกา 1397/2544ฎีกา 4777/2549ฎีกา 127/2531ฎีกา 955/2536ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 7635/2543ฎีกา 2364/2524ฎีกา 2093/2532ฎีกา 2839/2527ฎีกา 3539/2536ฎีกา 1479/2526ฎีกา 7420/2537ฎีกา 3362/2529ฎีกา 1307/2566ฎีกา 4211/2534ฎีกา 1986/2541ฎีกา 2431/2530ฎีกา 6689/2542ฎีกา 2579/2531ฎีกา 7084-7289/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา