คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 72/2524
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์ที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ถือเป็นการอุทธรณ์คัดค้านในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามกฎหมาย และข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์จะยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาไม่ได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาหมิ่นประมาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวไม่เป็นหมิ่นประมาทคดีของโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์โดยกล่าวอ้างข้อความที่เป็นหมิ่นประมาทเพิ่มเติมนอกเหนือ จากที่ศาลชั้นต้นฟังมา ดังนี้ เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จึงเป็นอุทธรณ์คัดค้านในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิถึงแม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ โจทก์ก็จะยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมานั้นเป็นยุติแล้ว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้หมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ทั้งสองทางโทรศัพท์ ต่อนางนิรธรซึ่งเป็นบุคคลที่สามว่า "พิชัยเบิกเงินแล้วก็เอาเงินใส่กระเป๋าให้นายวิจิตร ศุกร์ประเสริฐ และกระเป๋านางนพคุณ พาโคกทม กระเป๋านางนพคุณนั่นนานแล้ว" ซึ่งหมายความว่าโจทก์ทั้งสองรับเงินสินบนจากนายพิชัยทุกครั้งที่นายพิชัยนำใบเสร็จรับเงินไปเบิกเงินจากโรงพยาบาลกาฬสินธุ์โจทก์ที่ ๑ เป็นพ่อบ้าน (เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป) การกระทำของจำเลยดังกล่าวโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ทั้งสองเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังจากประชาชนทั่วไป ปรากฏหลักฐานในแถบบันทึกเสียง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยพูดกับนางนิรธรตามที่บันทึกไว้ในแถบบันทึกเสียงไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยพูดใส่ความโจทก์ทั้งสองโดยประการที่จะทำให้โจทก์ทั้งสองเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง คดีของโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ที่ ๒ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าข้อความในแถบบันทึกเสียงจำเลยพูดกับนางนิรธรว่า "พิชัยเบิกเงินแล้วก็เอาใส่กระเป๋าพ่อบ้าน (หมายถึงโจทก์ที่ ๑) และกระเป๋านพ (หมายถึงนางนพคุณโจทก์ที่ ๒) กระเป๋านพนั้นใส่มานานแล้ว" ซึ่งมีความหมายเพียงว่านายพิชัยได้เอาเงินใส่กระเป๋าของโจทก์ทั้งสองเท่านั้น ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองรับเงินนั้นเป็นเงินสินบนตามคำฟ้อง คดีของโจทก์ไม่มีมูล ฉะนั้นข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่าในแถบบันทึกเสียงจำเลยพูดกับนางนิรธรว่า " แต่ผมรู้จากพิชัยนะว่าพอเบิกปุบ ในระยะหลังที่พ่อมาแล้วน่ะ ใส่กระเป๋าพ่อบ้านนะ เท่าที่ผมรู้ และใส่กระเป๋านพด้วย กระเป๋านพนั่นนานแล้ว ผมรู้" เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจึงเป็นอุทธรณ์คัดค้านในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ ถึงแม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ โจทก์ก็จะยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมานั้นเป็นยุติแล้ว
พิพากษายกฎีกาของโจทก์ที่ ๒
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 72/2524
นายวิจิตร ศุกร์ประเสริฐ กับพวก โจทก์
นายสุพพจ สุรภัฏพิศิษฏ์ ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายวิจิตร ศุกร์ประเสริฐ กับพวก · ล. - นายสุพพจ สุรภัฏพิศิษฏ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อาจ ปัญญาดิลก · จังหวัด แสงแข · ไพศาล สว่างเนตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นายดิเรก อิงคนินันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุพจน์ นาถะพินธุ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา