คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2053/2528
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่ถูกต้อง ถือเป็นการอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ย่อมวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นได้โดยไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น
ย่อคำพิพากษา
การที่ศาลชั้นต้นยกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ขึ้นวินิจฉัยแล้วสรุปว่าพยานหลักฐานยังไม่มั่นคงพอจะฟังว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดและพิพากษายกฟ้อง แล้วโจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาพร้อมกับยกข้อเท็จจริงซึ่งต่างไปจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยขึ้นอ้างนั้น เท่ากับเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงซึ่งศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าไม่ถูกต้องอยู่ในตัว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยก็ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือหยิบยกเอาข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วขึ้นวินิจฉัยใหม่แต่ประการใด
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานประจำธนาคารกรุงไทย จำกัด ได้อนุมัติให้จ่ายเงินตามเช็คที่ธนาคารอื่นส่งมาเรียกเก็บเงินโดยมีเจตนาจ่ายเงินเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น หรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๑๐, ๑๑
ธนาคารกรุงไทย จำกัด ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ร่วมอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๑๑ ลงโทษจำคุก
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คลาดเคลื่อนในข้อกฎหมาย เพราะมิได้วินิจฉัยคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเสียก่อนว่าเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นกับเอาข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วมาวินิจฉัยใหม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นยกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ขึ้นวินิจฉัยแล้วสรุปว่าพยานหลักฐานยังไม่มั่นคงพอจะฟังว่าจำเลยมีเจตนาจ่ายเงินเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นหรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาพร้อมกับยกข้อเท็จจริงซึ่งต่างไปจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยขึ้นอ้าง จึงเท่ากับเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงซึ่งศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าไม่ถูกต้องอยู่ในตัว อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทั้งไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือหยิบยกเอาข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วขึ้นวินิจฉัยใหม่แต่ประการใด
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2053/2528
พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์
ธนาคารกรุงไทย จำกัด โจทก์ร่วม
นายคำนวน บุญสอง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี · โจทก์ร่วม - ธนาคารกรุงไทย จำกัด · จำเลย - นายคำนวน บุญสอง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชูเชิด รักตะบุตร์ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ปรานอม มหรรณพ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดชลบุรี - นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ · ศาลอุทธรณ์ - นายประมาณ ชันซื่อ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา