⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1623/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1623/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งได้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนเอง ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนในกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

ย่อคำพิพากษา

จ. ทำหนังสือสัญญาจะซื้อที่ดินจาก ป. แล้วร้องขอแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยในนามของ ป. หลังจากนั้น จ. นำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรขายในนามของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงทุนปลูกบ้านลงในที่ดินแต่ละแปลงเป็นการแสดงออกให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายทั่วไปว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทเมื่อโจทก์ตกลงซื้อที่ดินพร้อมด้วยบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 และชำระเงินครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ ทั้งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบกุญแจบ้านที่โจทก์ซื้อแก่โจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้รับมอบการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์จึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน จำเลยที่ 2 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทแทนจำเลยที่ 1 มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง แม้จำเลยที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ก็หาได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทไม่เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน คดีเดิมจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้ฟ้องขับไล่ ส. ซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ในบ้านพิพาทซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 3 ในคดีนี้พิพาทกันอยู่ โจทก์ในคดีนี้ได้ขอเข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีดังกล่าวและได้ร้องขอให้นำคดีดังกล่าวมาพิจารณาพิพากษารวมกับคดีนี้ ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตเพราะการร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่ตนเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 58 ดังนั้นประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 2 คดีนี้เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 คดีนี้หรือไม่จำเลยที่ 2 คดีนี้มีอำนาจโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 3 คดีนี้หรือไม่จึงไม่ได้รับการพิจารณาในคดีดังกล่าว ประเด็นในคดีนี้จึงเป็นคนละประเด็นกับคดีดังกล่าว ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.58 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.462 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.821 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1300 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1373

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๙ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๑๒๖๗ พร้อมด้วยบ้านหนึ่งหลัง กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นที่ดินของนายประสิทธิ์มอบให้จำเลยที่ ๑ ขายแทน โจทก์ชำระราคาให้จำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ แจ้งว่าจะจัดการโอนให้ภายใน ๒ เดือน ครั้นครบกำหนดจำเลยที่ ๑ บ่ายเบี่ยงจึงเป็นการผิดสัญญา ต่อมาวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ ๒ คบคิดกับจำเลยที่ ๑ และนายประสิทธิ์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทมาเป็นของจำเลยที่ ๒ ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ ๒ สมคบกับจำเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมบ้านให้จำเลยที่ ๓ โดยไม่สุจริต ไม่มีการชำระเงินกัน หากแต่ทำเพื่อมิให้โจทก์ได้ที่ดินและบ้านตามสัญญาเท่านั้น นิติกรรมซื้อขายระหว่างนายประสิทธิ์กับจำเลยที่ ๒ และระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ จึงเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๓ ให้การว่าโจทก์ไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านกับจำเลยที่ ๑นายประสิทธิ์ไม่ได้มอบให้จำเลยที่ ๑ ขายแทน จำเลยที่ ๒ ไม่ทราบว่าที่ดินและบ้านพิพาทโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ไม่ได้สมคบกับจำเลยที่ ๑ และนายประสิทธิ์โอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของจำเลยที่ ๒ และไม่ได้สมคบกับจำเลยที่ ๑โอนกรรมสิทธิ์เป็นของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ได้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ ๒ โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิตามกฎหมายแล้วโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินค่าบ้านและที่ดินให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ให้จำเลยทั้ง ๓ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เมื่อนางจินดา อินทระ ทำหนังสือสัญญาจะซื้อที่ดินจากนายประสิทธิ์ โสภณไพศาลกิจ แล้วได้ร้องขอแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยในนามของนายประสิทธิ์ โสภณไพศาลกิจ หลังจากนั้นนางจินดา อินทระ ได้นำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรขายในนามของจำเลยที่ ๑ ทั้งจำเลยที่ ๑ ก็ได้ลงทุนปลูกบ้านลงในที่ดินแต่ละแปลงเป็นการแสดงออกให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายทั่วไปว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านที่ปลูกในที่ดินดังกล่าวแต่ละแปลง เมื่อโจทก์ตกลงซื้อที่ดินพร้อมด้วยบ้านพิพาทจากจำเลยที่ ๑ และชำระเงินครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ ทั้งปรากฏจากคำเบิกความของนางไฉไล สรโยธิน ลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ว่าได้มอบกุญแจบ้านที่โจทก์ซื้อแก่โจทก์จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับมอบการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ ๑ แล้ว โจทก์จึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๓ รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทมาโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทแทนจำเลยที่ ๑ มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง แม้จำเลยที่ ๓ จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทมาจากจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ก็หาได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทไม่เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน รูปคดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าจำเลยที่ ๓ รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตหรือไม่ต่อไปอีก ที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๐๙/๒๕๒๑ ของศาลจังหวัดนนทบุรีนั้น เห็นว่า แม้ในคดีดังกล่าวโจทก์ในคดีนี้จะได้เคยร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม แต่เมื่อโจทก์ (จำเลยร่วมในคดีดังกล่าว) ได้ร้องขอให้นำคดีดังกล่าวเข้าพิจารณาพิพากษารวมกับคดีนี้ ศาลได้มีคำสั่งไม่อนุญาตเพราะการร้องขอเข้าเป็นำจเลยร่วมต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่ตนเข้าเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๘ ดังนั้นประเด็นที่ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ ๑ หรือไม่จำเลยที่ ๒ มีอำนาจโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ ๓ หรือไม่ และจำเลยที่ ๓ (โจทก์ในคดีดังกล่าว) รับโอนโดยสุจริตหรือไม่ จึงไม่ได้รับการพิจารณาในคดีดังกล่าว ประเด็นในคดีนี้จึงเป็นคนละประเด็นกับคดีดังกล่าว ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1623/2525 นางสาวพรรณี สิงขโรทัย โจทก์ บริษัทไทรแผ่นดินทอง จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวพรรณี สิงขโรทัย · จำเลย - บริษัทไทรแผ่นดินทอง จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสาท บุณยรังษี · ไพบูลย์ ไวกาสี · ชูเชิด รักตะบุตร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายศิลปชัย มัทธุรส
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1730/2520ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 3375/2532ฎีกา 988/2485ฎีกา 609/2526ฎีกา 170/2497ฎีกา 681/2506ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5317/2538ฎีกา 231/2482ฎีกา 464/2497ฎีกา 6/2475ฎีกา 1030/2509ฎีกา 602/2488ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6911/2544ฎีกา 8119/2540ฎีกา 4879/2533ฎีกา 377/2536ฎีกา 5351/2538ฎีกา 5640/2541ฎีกา 3394/2536ฎีกา 1592/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา