⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3613/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3613/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสระหว่างคู่สมรส เป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนการแบ่งปันทรัพย์มรดก 2. เจ้าหนี้กองมรดกมีสิทธิบังคับชำระหนี้เต็มจำนวนจากกองมรดก และทายาทจะได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกหลังจากหักหนี้สินที่ทายาทได้ชำระไปแล้วออกจากกองมรดก

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทไว้ว่า เมื่อชำระหนี้กองมรดกแล้วหากมีทรัพย์มรดกเหลืออยู่โจทก์จะมีส่วนได้เพียงใด ดังนั้นการที่ศาลจะคำนวณส่วนแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์จำเลยได้ ก็จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสระหว่างจำเลยกับเจ้ามรดกเสียก่อน ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์พิพาททั้งหมดเป็นสินสมรสระหว่างเจ้ามรดกกับจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาทบางส่วนเป็นสินส่วนตัวของเจ้ามรดกจึงเป็นเรื่องที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ ทรัพย์มรดกของผู้ตายยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาทเจ้าหนี้กองมรดกอาจบังคับชำระหนี้เต็มจำนวนจากกองมรดกได้ เมื่อจำเลยได้ชำระหนี้ที่กองมรดกจะต้องชำระไปก็ต้องหักออกจากกองมรดกใช้ให้จำเลยก่อน ทรัพย์มรดกส่วนที่เหลือจึงจะแบ่งปันให้ทายาทได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1734 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1738

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นพี่น้องกับนายสมานผู้ตาย ส่วนจำเลยเป็นภริยานายสมาน นายสมานมีทรัพย์มรดกตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องราคาประมาณ ๔๖,๐๐๐ บาท ซึ่งตกได้แก่นางแช่มมารดาโจทก์และจำเลยคนละครึ่งต่อมานางแช่มถึงแก่กรรม ทรัพย์มรดกส่วนได้ของนางแช่มจึงตกได้แก่โจทก์คนละส่วน จำเลยไม่ยอมแบ่ง จึงขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องให้โจทก์ทั้งสี่กึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์ได้คนละส่วน จำเลยให้การว่า กองมรดกนายสมานมีหนี้สินรวม ๕๐,๐๐๐ บาทไม่มีเหลือเป็นมรดกแบ่งให้โจทก์ได้ แม้จะฟังว่ามีทรัพย์มรดกเหลือนายสมานก็ยังมีบุตรบุญธรรมโจทก์จะมีสิทธิได้รับก็เพียงคนละ ๑ ใน ๒๔ ส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมดและโจทก์ต้องร่วมรับผิดใช้หนี้สินของกองมรดกด้วย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนายสมานซึ่งจำเลยมีสิทธิกึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือตกทอดแก่ทายาทไม่พอชำระหนี้สินของกองมรดก จึงไม่มีทรัพย์มรดกอันจะแบ่งปันให้แก่โจทก์ได้ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับ ๑, ๒, ๓ เป็นสินเดิมของนายสมาน จึงเป็นมรดกตกได้แก่จำเลยและนางแช่มคนละครึ่งทรัพย์นอกนั้นเป็นสินสมรสจึงเป็นของจำเลยกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งตกเป็นมรดกได้แก่จำเลยและนางแช่มคนละครึ่ง กองมรดกมีหนี้สินที่จะต้องรับผิดจำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท พิพากษากลับให้แบ่งทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับ ๑ ถึง ๓ ให้โจทก์ทั้งสี่กึ่งหนึ่ง และแบ่งทรัพย์อันดับ ๔ ถึง ๖ ให้โจทก์ทั้งสี่หนึ่งในสี่ส่วนโดยให้หักหนี้กองมรดกและค่าทำศพกึ่งหนึ่งของจำนวนเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท จากโจทก์ทั้งสี่ให้แก่จำเลยผู้ชำระเงินจำนวนนี้ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่ดินและบ้านตามบัญชีทรัพย์อันดับ ๑ ถึง ๓ เป็นสินเดิมของนายสมานซึ่งเปลี่ยนเป็นสินส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๕ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งเป็นสินสมรสระหว่างนายสมานกับจำเลยโจทก์ขอแบ่งส่วนทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่าเมื่อชำระหนี้กองมรดกแล้ว หากมีทรัพย์มรดกเหลืออยู่โจทก์จะมีส่วนได้เพียงใดดังนั้นการที่ศาลจะคำนวณส่วนแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์จำเลยได้ตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนายสมานผู้ตายเสียก่อน มิฉะนั้นก็จะแบ่งเป็นทรัพย์สินในกองมรดกของผู้ตายไม่ได้ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาททั้งหมดเป็นสินสมรสระหว่างนายสมานกับจำเลยการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าทรัพย์อันดับ ๑ ถึง ๓ เป็นสินเดิมซึ่งเปลี่ยนเป็นสินส่วนตัวของนายสมานจึงเป็นเรื่องที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยได้หาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าทรัพย์อันดับ ๑ ถึง ๓ เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนายสมานและทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกส่วนที่ตกได้แก่นางแช่มมีห้าคน โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิได้รับคนละหนึ่งในห้าส่วน จำเลยฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้แบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์จำเลยแล้ว จึงให้หักเงินค่าทำศพและหนี้กองมรดกกึ่งหนึ่งจากโจทก์ใช้ให้จำเลยขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓๔ และมาตรา ๑๗๓๘ ต้องหักหนี้จากกองมรดกก่อนแล้วจึงจะแบ่งทรัพย์มรดกที่เหลือให้ทายาทได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ทรัพย์มรดกของนายสมานยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาท ดังนั้นเจ้าหนี้ของมรดกจึงอาจบังคับชำระหนี้เต็มจำนวนจากกองมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๓๘ ค่าใช้จ่ายในการทำศพเจ้ามรดกก็เป็นหนี้ที่กองมรดกต้องชำระตามมาตรา ๑๗๓๔ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้ค่าจ้างไถดินที่นายสมานเจ้ามรดกค้างชำระไปแล้ว และเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการทำศพเจ้ามรดก ก็ต้องหักออกจากกองมรดกใช้ให้จำเลยก่อนทรัพย์มรดกส่วนที่เหลือจึงจะแบ่งปันให้ทายาทได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับ ๑ ถึง ๖ เป็นสินสมรสส่วนของจำเลยกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายสมานให้หักเงินที่จำเลยใช้หนี้กองมรดกรวม ๓๕,๐๐๐ บาท ออกจากกองมรดกใช้ให้จำเลยก่อนที่เหลือให้นางแช่มและจำเลยมีสิทธิได้รับมรดกคนละกึ่งหนึ่ง ส่วนของนางแช่มให้โจทก์ได้คนละหนึ่งในห้าส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3613/2525 นางเชือน รอดพ้น กับพวก โจทก์ นางเตือง เรืองทับ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเชือน รอดพ้น กับพวก · จำเลย - นางเตือง เรืองทับ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม บรรลือสินธุ์ · ประสม ศรีเจริญ · กิติ บูรพรรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายวิรัช ลิ้มวิชัย · ศาลอุทธรณ์ - นายสมศักดิ์ เกิดลาภผล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 4484/2536ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา