⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 510/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 510/2525

ป.พ.พ. ม.193, 1367, 1368 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.86, 142

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแย่งการครอบครองที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย หากโจทก์ไม่ฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์ย่อมหมดสิทธิฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้น กำหนดเวลาหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ไม่ใช่บทบัญญัติเรื่องอายุความ แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยยกที่ดินมือเปล่าให้โจทก์เป็นการชำระหนี้แต่ยังคงปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินเป็นส่วนสัด ต่อมามีกรณีพิพาทระหว่างโจทก์จำเลย จำเลยอ้างว่าที่ดินเป็นของตนดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้แย่งการครอบครองที่ดินส่วนนั้นแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน1 ปี จึงหมดสิทธิฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งการครอบครองตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1375 วรรคสอง กำหนดเวลาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1375 วรรคสอง ไม่ใช่อายุความแม้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.193 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1378

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.193 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1เป็นบิดาจำเลยที่ 2 ที่ดินตามฟ้องเดิมเป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1ปลูกเรือนอยู่อาศัยในที่ดินตลอดมา เมื่อประมาณ 10 ปีเศษก่อนฟ้องโจทก์เข้าปลูกเรือนอยู่อาศัย ที่ดินและเรือนโจทก์จำเลยที่ 1 ปรากฏตามแผนที่สังเขป เอกสารหมาย ล.1 (เอกสารอยู่ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 143/2522 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ) ต่อมาปี พ.ศ. 2520โจทก์ขอออก น.ส.3 ก. ซึ่งทางราชการได้ออกให้ ตามเอกสารหมาย จ.1ปี พ.ศ. 2521 โจทก์กับจำเลยมีกรณีพิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 143/2522 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนและสละการครอบครองที่ดินตามฟ้องให้โจทก์เป็นการชำระหนี้เงินกู้หรือไม่โจทก์เบิกความว่า เมื่อเดือน 4 ปี พ.ศ. 2505 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ไป500 บาท โดยตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะใช้คืนในเดือน 12 ปีเดียวกันถ้าไม่มีเงินชำระจะยกที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ ครั้นถึงกำหนด จำเลยที่ 1ไม่มีเงินชำระ จึงบอกยกที่ดินให้โจทก์และให้โจทก์เข้าปลูกเรือนอยู่อาศัยโดยจำเลยที่ 1 จะไปปลูกเรือนอยู่ที่อื่น แต่แล้วจำเลยที่ 1 ก็ไม่ยอมออกไปและขออยู่ต่อไปจนกว่าจะหาที่ปลูกบ้านได้ ปี พ.ศ. 2506โจทก์เข้าปลูกเรือนและอยู่ตลอดมาจนทางราชการออก น.ส.3 ก. ให้คำของโจทก์ดังกล่าวมีนายชาลี จำปาเรือน นายหลิน แก้วพวง และนายหมาย แก้วพวง เบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ปลูกเรือนอยู่ในที่ดินเพราะโจทก์ขออาศัยและโจทก์เป็นลูกหลาน จำเลยที่ 1 ไม่เคยสละการครอบครองที่ดินให้โจทก์ เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานไปรังวัดที่ดินเพื่อออก น.ส. 3 ก.ครั้งแรก จำเลยทั้งสองคัดค้าน เจ้าพนักงานจึงไม่ได้ทำการรังวัดในวันนั้นต่อมาโจทก์จะนำเจ้าพนักงานไปรังวัดเมื่อใดอีกจำเลยทั้งสองไม่ทราบตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 143/2522 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในที่ดินเป็นเนื้อที่เพียง 2.50ตารางเมตร ส่วนบ้านจำเลยที่ 1 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์ไม่ได้กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกด้วยตามแผนที่สังเขป เอกสารหมาย ล.1 แต่จำเลยทั้งสองเบิกความเจือสมคำโจทก์ว่า เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว จำเลยที่ 1เคยยืมเงินโจทก์ 500 บาท ตกลงจะใช้คืนในเดือน 12 ในที่สุดไม่ได้ใช้เงินคืน ต่อมาได้ยกกระบือ 1 ตัวให้โจทก์เป็นการตีใช้หนี้ ศาลฎีกา เห็นว่าข้อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เป็นลูกหลานนั้น คงมีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวโดยไม่มีรายละเอียดว่าโจทก์มีความสัมพันธ์อย่างไรกับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่มีพยานอื่นสนับสนุน เมื่อพิจารณาถึงว่าโจทก์เข้าปลูกเรือนในที่ดินในระยะใกล้เคียงกับเวลาที่จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ข้อเท็จจริงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ตกลงยกที่ดินให้โจทก์เป็นการชำระหนี้เงินกู้อย่างไรก็ดีจำเลยที่ 1 ได้ปลูกเรือนอยู่อาศัยในที่ดินเป็นส่วนสัดตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย ล.1 และอ้างว่าที่ดินเป็นของตน แม้เมื่อมีกรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2521ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 143/2522 จำเลยที่ 1 ก็ยังคงอ้างเช่นนั้น ประกอบกับตามคดีอาญาดังกล่าวโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดินเป็นเนื้อที่เพียง 2.50 ตารางเมตร โดยไม่ได้กล่าวอ้างถึงที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 2 ปลูกเรือนอยู่อาศัย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 แย่งการครอบครองที่ดินในส่วนที่ตนปลูกเรือนอยู่อาศัย และโจทก์ไม่ติดใจโต้แย้ง นับเพียงวันที่ 13 มิถุนายน 2521 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์กับจำเลยเคยมีกรณีพิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2522 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกินหนึ่งปี โจทก์จึงหมดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองในที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 1 ปลูกเรือนอยู่อาศัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ทั้งกำหนดเวลาฟ้องดังกล่าวไม่ใช้อายุความ แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 510/2525 นายสี จำปาเรือง โจทก์ นายหวัน ชินวงษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสี จำปาเรือง · จำเลย - นายหวัน ชินวงษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาจ ปัญญาดิลก · สุไพศาล วิบุลศิลป์ · ไพศาล สว่างเนตร
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 356/2530ฎีกา 142/2492ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3231/2557ฎีกา 3099/2524ฎีกา 8801/2550ฎีกา 1079/2497ฎีกา 917/2564ฎีกา 2572/2541ฎีกา 14887/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 2718/2538ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1131/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา