คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2526
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเรื่องการอุปการะบุตร ไม่ถือว่าผู้ปกครองอีกฝ่ายยอมสละอำนาจปกครองโดยปริยาย
ย่อคำพิพากษา
การที่โจทก์เพิ่งจะมีอำนาจปกครองร่วมกับจำเลยก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพียงเดือนเศษ ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยมีข้อความว่า "ข้าพเจ้านายชัยแสง (โจทก์) ยอมรับเป็นผู้อุปการะส่งเสียบุตรทั้ง 3 คน ให้เล่าเรียนจนกว่าจะสำเร็จ ตามความสามารถของแต่ละคน โดยจะส่งเข้าโรงเรียนประจำกินนอน" ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยยอมสละอำนาจปกครองบุตรแล้วโดยปริยาย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน ๓ คน และโจทก์ได้จดทะเบียนรับรองบุตรทั้ง ๓ คนแล้ว ต่อมาได้เลิกอยู่กินฉันสามีภริยาโดยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยโจทก์รับเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้ง ๓ คน หลังจากนั้น จำเลยได้แอบรับบุตร ๒ คนไปเสียจากโจทก์ ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยนำบุตรทั้งสองคนคืนโจทก์ และห้ามเกี่ยวข้องเกินกว่าการเยี่ยมเยียนธรรมดา
จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ตกลงให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงแต่ให้โจทก์เป็นฝ่ายส่งเสียค่าเล่าเรียนให้แก่บุตรเท่านั้น อำนาจปกครองบุตรทั้งสามคนยังเป็นของจำเลยตามเดิม บุตรทุกคนสมัครใจอยู่กับจำเลย ขณะนี้โจทก์มีภริยาใหม่แล้ว ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยแอบไปรับบุตร ๒ คนแล้วไม่ยอมส่งคืนเป็นความเท็จ จำเลยให้การเลี้ยงดูและให้การศึกษาได้เป็นอย่างดี โจทก์ไม่มีสิทธิจะฟ้องเรียกเด็กไปจากปกครองของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐๐ บาท แทนจำเลย
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐๐ บาทแทนจำเลย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสเกิดบุตรด้วยกัน ๓ คน ขณะโจทก์ฟ้อง (วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓) บุตรมีอายุ ๑๒ ปี ๙ ปี และ ๖ ปี ตามลำดับ โจทก์เพิ่งไปจดทะเบียนรับรองบุตรทั้งสามต่อหัวหน้าเขตพระโขนงเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๒๒ ต่อมาวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๒๒ โจทก์จำเลยก็ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเลิกอยู่กินฉันสามีภรรยากันต่อไป สัญญาดังกล่าวปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๔ ข้อ ๑ มีความว่า "ข้าพเจ้านายชัยแสง ยอมรับเป็นผู้อุปการะส่งเสียบุตรทั้ง ๓ คน ให้เล่าเรียนจนกว่าจะสำเร็จ ตามความสามารถของแต่ละคน โดยจะส่งเข้าโรงเรียนประจำกินนอน" เห็นได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายที่มีอำนาจปกครองบุตรแต่ฝ่ายเดียวตลอดมาตั้งแต่บุตรเกิด โจทก์เพิ่งจะมีอำนาจปกครองร่วมกับจำเลย เมื่อจดทะเบียนรับรองบุตรก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพียงเดือนเศษเท่านั้น จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะคิดเห็นไปว่า จำเลยยอมสละอำนาจปกครองบุตรทั้งหมดให้แก่โจทก์ฝ่ายเดียว ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวไม่อาจแปลเลยไปถึงขนาดที่ว่า จำเลยยอมสละอำนาจปกครองบุตรแล้วโดยปริยายดังที่โจทก์ฎีกา อำนาจปกครองบุตรเป็นอำนาจที่มีความสำคัญมาก เมื่อไม่ได้ตกลงให้ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า จำเลยยอมสละอำนาจดังกล่าวให้แก่โจทก์ฝ่ายเดียว โจทก์จะขอให้ศาลบังคับให้จำเลยส่งบุตรคืนไม่ได้ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2526
นายชัยแสง มโนเกษมสันต์ โจทก์
นางนันทกา ธัมวิสุทธิวรากร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายชัยแสง มโนเกษมสันต์ · จำเลย - นางนันทกา ธัมวิสุทธิวรากร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เสนอ ศรนิยม · อัมพล สุวรรณภักดี · สหัส สิงหวิริยะ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายวีระพล ตั้งสุวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมศักดิ์ เกิดลาภผล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา