⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2558/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2558/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ผู้มีอำนาจและมีหน้าที่จัดการทำศพย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ต้องรับผิดชอบค่าปลงศพได้ แม้จะมีบุคคลอื่นออกเงินค่าทำศพไปก่อนก็ตาม * การจ่ายเงินค่าทดแทนเพื่อการคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายแรงงาน ไม่ตัดสิทธิผู้มีส่วนได้เสียในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการละเมิด * การฟ้องคดีของผู้ใช้อำนาจปกครองแทนผู้เยาว์ สามารถกระทำได้โดยชัดแจ้งจากข้อเท็จจริงในคำฟ้องที่แสดงถึงความสัมพันธ์และความประสงค์ของผู้ฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นสามีของผู้ตาย ไม่ปรากฏว่ามีพินัยกรรมเป็นอย่างอื่นโจทก์จึงเป็นผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิทายาทโดยธรรมของผู้ตายเป็นจำนวนมากที่สุด เป็นผู้มีอำนาจและมีหน้าที่ต้องจัดการทำศพผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าปลงศพภริยาโจทก์ได้ แม้บิดาโจทก์จะได้ออกเงินให้โจทก์ใช้จ่ายในการทำศพ จำเลยก็จะมายกเป็นข้อปัดป้องความรับผิดของจำเลยหาไม่ได้ ลูกจ้างประสบอันตรายถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานและอธิบดีกรมแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนให้แก่มารดาสามี และบุตร เป็นการจ่ายเงินเพื่อการคุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิด โจทก์ซึ่งเป็นสามีของลูกจ้างผู้ตาย ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเรื่องละเมิดได้ ในตอนต้นของคำฟ้องโจทก์มีชื่อโจทก์เพียงผู้เดียว แต่โจทก์เป็นบิดาผู้ใช้อำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง จ. และปรากฏในคำฟ้องว่าโจทก์กับนาง ส. ผู้ตายมีบุตรด้วยกันคือ เด็กหญิง จ. ทั้งโจทก์เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้เป็นจำนวนเงินชัดเจน ถือได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีในฐานะบิดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ด้วยแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.443 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1566 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1569 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1649

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสามีนางสุนีย์ กาญจนพบู มีบุตรด้วยกัน๑ คน คือ เด็กหญิงจุไรรัตน์ จำเลยที่ ๑ มีวัตถุประสงค์รับส่งคนโดยสารประเภทรถทัวร์ จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของรถยนต์และนำมาร่วมวิ่งในเส้นทางของจำเลยที่ ๑ ในนามของจำเลยที่ ๑ โดยมีผลประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อ จำเลยที่ ๔ เป็นลูกจ้างขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ นางสุนีย์ กาญจนพบู เป็นพนักงานต้อนรับประจำรถของจำเลยที่ ๑ รถยนต์โดยสารของจำเลยที่ ๑ แล่นออกจากกรุงเทพไปตามถนนเพชรเกษม มุ่งหน้าไปตามจังหวัดภาคใต้เมื่อถึงตำบลขันเงิน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ได้ชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยที่ ๓ ทั้งนี้ด้วยความประมาทของคนขับรถจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ เป็นเหตุให้นางสุนีย์ถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องเสียค่าปลงศพ และเด็กหญิงจุไรรัตน์ขาดไร้อุปการะ ขอให้จำเลยร่วมกันใช้เงินจำนวน ๒๕๓,๗๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า สาเหตุที่รถยนต์ชนกันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของคนขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ค่าปลงศพไม่เกิน๑๐,๐๐๐ บาท ค่าขาดไร้อุปการะไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยที่ ๑ จ่ายค่าทดแทนตามกฎหมายแรงงานให้โจทก์และเด็กหญิงจุไรรัตน์ พร้อมทั้งจ่ายค่าทำศพ นางสุนีย์ แล้ว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑๘๑,๗๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นสามีของนางสุนีย์ไม่ปรากฏว่านางสุนีย์มีพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิโดยธรรมของนางสุนีย์เป็นจำนวนมากที่สุดเป็นผู้มีอำนาจและมีหน้าที่ต้องจัดการทำศพ นางสุนีย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๙ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าปลงศพภริยาโจทก์ได้ แม้นายทวีบิดาโจทก์จะได้ออกเงินให้โจทก์ใช้จ่ายในการทำศพก็ตาม จำเลยก็จะยกมาเป็นข้อปัดป้องความรับผิดของจำเลยหาได้ไม่ส่วนที่จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาว่าจำเลยได้จ่ายเงินให้โจทก์ไปตามคำสั่งของกรมแรงงานที่ ๒๓/๒๕๒๔ ไปบางส่วนแล้วจึงไม่ต้องรับผิดนั้น พิเคราะห์เอกสารหมาย จ.๖ คือ คำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนที่ ๒๓/๒๕๒๔ แล้ว มีข้อความว่าอธิบดีกรมแรงงานพิจารณาแล้ว เห็นว่า นางสุนีย์เป็นลูกจ้างที่ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน จึงให้บริษัท (จำเลยที่ ๑)จ่ายค่าทดแทนแก่นางเลี่ยม พรหมวิสัย (มารดา) สิบตำรวจเอกธีรศักดิ์กาญจนพบู (สามี) และเด็กหญิงจุไรรัตน์ กาญจนพบู (บุตร) เป็นเงินเดือน ๆ ละ ๑,๕๐๐ บาท มีกำหนด ๑๐ ปี และค่าทำศพ ๕,๐๐๐ บาทแล้วเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการจ่ายเงินเพื่อการคุ้มครองแรงงานไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิด โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเรื่องละเมิดอยู่ สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าฟ้องแทนเด็กหญิงจุไรรัตน์ จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินส่วนนี้นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นบิดาผู้ใช้อำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงจุไรรัตน์ซึ่งเป็นบุตร ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายชัดเจนว่า โจทก์กับนางสุนีย์ผู้ตายมีบุตรด้วยกันคือ เด็กหญิงจุไรรัตน์ ทั้งโจทก์ได้เรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้เป็นจำนวนเงินชัดเจน ถือได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์ด้วย จึงมีสิทธิเรียกเงินส่วนนี้ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาแทนโจทก์ โดยให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ และให้จำเลยให้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ฎีกา รวม ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2558/2532 สิบตำรวจเอกธีรศักดิ์ กาญจนพบู โจทก์ บริษัทอุดมรัตน์ทัวร์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สิบตำรวจเอกธีรศักดิ์ กาญจนพบู · จำเลย - บริษัทอุดมรัตน์ทัวร์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · นำชัย สุนทรพินิจกิจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายประสิทธิ์ แสนศิริ · ศาลอุทธรณ์ - นายสิทธิโชค ปะถะตามิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 212-213/2525ฎีกา 495/2523ฎีกา 2435-2437/2516ฎีกา 7119/2541ฎีกา 928/2550ฎีกา 2437/2522ฎีกา 1002/2537ฎีกา 1151/2519ฎีกา 2460/2539ฎีกา 4871/2538ฎีกา 3208/2538ฎีกา 506/2534ฎีกา 717/2536ฎีกา 8358/2538ฎีกา 1550/2518ฎีกา 5128/2546ฎีกา 4828/2529ฎีกา 292/2502ฎีกา 2217/2524ฎีกา 2025/2494ฎีกา 947/2547ฎีกา 1590/2531ฎีกา 2960/2548ฎีกา 1251/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา