⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3442/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3442/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยกทรัพย์สินให้โดยมีข้อตกลงว่าจะสมรสกันภายหลัง ถือเป็นบุคคลสิทธิที่ใช้บังคับได้ระหว่างคู่สัญญา เมื่อมีการสมรสเกิดขึ้นแล้ว ฝ่ายที่ให้ทรัพย์สินมีหน้าที่ต้องโอนทรัพย์สินนั้นให้แก่ฝ่ายที่ได้รับ.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันและทำบันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ที่ด้านหลังทะเบียนการสมรสว่า ฝ่ายชายยกที่ดินพิพาทเป็นสินสอดฝ่ายหญิง เมื่อปรากฏว่าบิดามารดาโจทก์ถึงแก่กรรมก่อนที่โจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกันและไม่ปรากฏว่าโจทก์มีผู้ปกครองในขณะจดทะเบียนสมรส การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ในลักษณะที่เป็นสินสอด. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1437 แต่การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ก็เพื่อตอบแทนการที่โจทก์ยอมสมรสกับจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสและอยู่กินกับจำเลยฉันสามีภริยาแล้ว จำเลยก็มีหน้าที่ต้องโอนที่ดินให้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามบันทึกดังกล่าวได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1437

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน ก่อนที่จำเลยจะสมรสกับโจทก์ จำเลยตกลงยกที่นาฟางโฉนดเลขที่ ๔๖๖๕ และที่อยู่อาศัยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๕๕ พร้อมด้วยสิ่งก่อสร้างให้แก่โจทก์เป็นการตอบแทนที่โจทก์ยอมสมรส หลังจากอยู่กินด้วยกันแล้วจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง โจทก์ไม่สามารถอยู่กินกับจำเลยต่อไป แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า จำเลยก็ไม่ไปและไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ และโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ ถ้าไม่ไปทำการโอนก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า ได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์จริง แต่ไม่ได้ตกลงเรื่องทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในทะเบียนสมรส จำเลยออกจากบ้านเพราะโจทก์ขับไล่ จำเลยไม่เคยดุด่าว่ากล่าวโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยแถลงว่ายอมหย่ากับโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ และให้จำเลยโอนที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๕๕ พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ภายใน ๓๐ วัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๖๖๕ แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามบันทึกที่เกี่ยวกับที่ดินนาฟาง (ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๖๖๕) มีความว่า "กรณีทรัพย์สิน ฝ่ายชายยกนาฟางจำนวน ๑ แปลงเนื้อที่ ๕ ไร่ ๒ งาน ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒๑ ตำบลดงมะดะ อำเภอเมืองเชียงราย เป็นสินสอดฝ่ายหญิง" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๓๗ วรรคสาม เมื่อบิดามารดาโจทก์ถึงแก่กรรมก่อนที่โจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีผู้ปกครองในขณะจดทะเบียนสมรส การที่จำเลยตกลงยกนาฟางให้โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ในลักษณะที่เป็นสินสอดแต่อย่างไรก็ดีการที่จำเลยตกลงยกนาฟางให้โจทก์ก็เพื่อตอบแทนการที่โจทก์ยอมสมรสกับจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสและอยู่กินกับจำเลยฉันสามีภริยาแล้ว จำเลยก็มีหน้าที่ต้องโอนที่ดินให้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้โอนที่ดินนาฟางให้แก่โจทก์ตามบันทึกดังกล่าวได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3442/2526 นางคำเอ้ย วงษารัตน์หรือชัยรัตน์ โจทก์ นายคำ วงษารัตน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางคำเอ้ย วงษารัตน์หรือชัยรัตน์ · จำเลย - นายคำ วงษารัตน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาจ ปัญญาดิลก · ไพศาล สว่างเนตร · ดำรง สายเชื้อ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงราย - นายตรีวุฒิ สาขากร · ศาลอุทธรณ์ - นายสุรัส มุ่งศิลป์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4905/2543ฎีกา 1507/2531ฎีกา 4836/2536ฎีกา 676/2487ฎีกา 4853/2538ฎีกา 8954/2549ฎีกา 83/2542ฎีกา 1117/2535ฎีกา 2185/2530ฎีกา 1523/2565ฎีกา 137/2481ฎีกา 3133/2530ฎีกา 3868/2531ฎีกา 3557/2524ฎีกา 58/2497ฎีกา 172/2538ฎีกา 592/2540ฎีกา 2296/2537ฎีกา 3072/2547ฎีกา 5973/2533ฎีกา 6385/2551ฎีกา 3865/2526ฎีกา 1901/2559ฎีกา 1366/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา