⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 495-496/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495-496/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสนับสนุนผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ จะต้องมีการกระทำความผิดฐานผลิต จำหน่าย นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษเกิดขึ้นก่อน จึงจะถือว่าเป็นการสนับสนุนที่ต้องรับโทษได้. การแกล้งละเลยไม่รู้ไม่เห็นการกระทำความผิด ไม่ถือเป็นการสนับสนุนทางอ้อมเสมอไป หากไม่มีหน้าที่ต้องขัดขวาง.

ย่อคำพิพากษา

การที่ผู้สนับสนุนผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 100 นั้น จะต้องมีการกระทำผิดเกี่ยวกับการผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเกิดขึ้นก่อน ไม่ว่าจะเป็นในขั้นพยายามหรือความผิดสำเร็จโดยมีหลักเดียวกับหลักทั่วไปของการสนับสนุนผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น เมื่อปรากฏว่ากัญชาที่จะส่งออกนอกราชอาณาจักรอยู่ในขั้นเตรียมการ ยังไม่ถึงขั้นพยายามกระทำความผิด แม้จำเลยจะได้ช่วยเหลือในการที่จะส่งกัญชาออกนอกราชอาณาจักร ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนให้มีการส่งกัญชาออกนอกราชอาณาจักร ส่วนการแกล้งละเลยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นการกระทำความผิดก็มิได้หมายความว่าเป็นการสนับสนุนทางอ้อมเสมอไป เพราะการละเว้นไม่ขัดขวางในเมื่อไม่มีหน้าที่ขัดขวางไม่ถือเป็นการกระทำโดยงดเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ในสำนวนแรกและจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ ในสำนวนหลังตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๖, ๗๕, ๗๖, ๑๐๐, ๑๐๒, ๑๐๓ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ข้อ ๔ (๑) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๓, ๙๑ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๒ กับให้ริบของกลางทั้งหมด และนับโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ต่อจากโทษในสำนวนคดีแรก จำเลยทุกคนทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๗ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗๕, ๗๖ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ จำคุก ๑๕ ปี ฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายรวมสองกรรมลงโทษจำคุกกระทงละ ๑๕ ปี เป็น ๓๐ ปี รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๔๕ ปี ลงโทษจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ ที่ ๗ฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ จำคุกคนละ ๑๕ ปี ฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ ๑๕ ปี รวมเป็นจำคุกคนละ ๓๐ ปี จำเลยที่ ๘ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา ๗๕ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ ให้จำคุกไว้ ๑๐ ปี จำเลยที่ ๓ ที่ ๘ รับสารภาพในชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๓ ไว้ ๒๐ ปี และจำคุกจำเลยที่ ๘ ไว้ ๖ ปี๘ เดือน ของกลางทั้งหมดให้ริบ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๔ และที่ ๖ โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ขอให้วางโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๗ ที่ ๘เป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ ทั้งสองสำนวนกับจำเลยที่ ๗ และที่ ๘ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสองกรรม จำคุกกรรมละ ๑๕ ปี รวมจำคุก๓๐ ปี จำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานเป็นข้าราชการสนับสนุนให้มีการส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งกัญชา จำคุก ๓๐ ปี จำเลยที่ ๕ มีความผิดฐานร่วมกันผลิตกัญชา จำคุก ๑๕ ปี ฐานมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๑๕ ปี รวมจำคุก ๓๐ ปี จำเลยที่ ๗ มีความผิดฐานเป็นข้าราชการร่วมกันผลิตกัญชา จำคุก ๔๕ ปี มีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและสนับสนุนให้มีการส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งกัญชา จำคุก ๔๕ ปี รวมจำคุก ๙๐ ปี จำเลยที่ ๘ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานหน่วยงานของรัฐสนับสนุนให้มีการส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งกัญชา จำคุก ๓๐ ปี จำเลยที่ ๘ ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒๐ ปี ยกฟ้องจำเลยที่ ๓ และจำเลยอื่น ๆ ในข้อหาที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยว่ากระทำผิด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานร่วมกันผลิตกัญชาอีกรรมหนึ่ง และลงโทษจำเลยที่ ๓ ฐานร่วมกันผลิตกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ ๓ ทั้งสองสำนวนฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยอ้างว่าจำเลยที่ ๓ ติดต่อเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๘ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๕ ทั้งสองสำนวนกับจำเลยที่ ๗ ที่ ๘ ฎีกา ขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ บัญญัติว่า "กรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้าราชการหรือพนักงานองค์การและหน่วยงานของรัฐผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" การสนับสนุนผู้กระทำผิดที่จะได้รับโทษตามบทกฎหมายมาตรานี้จะต้องมีการกระทำผิดเกี่ยวกับการผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติที่ว่านี้เกิดขึ้นทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นในขั้นพยายามหรือความผิดสำเร็จ ถ้ายังไม่มีการกระทำความผิดถึงขั้นที่กล่าวมานั้น การสนับสนุนก็ยังไม่มีโทษเช่นเดียวกับหลักทั่วไปของการสนับสนุนผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยจะเห็นได้จากข้อความในบทมาตรานี้ที่ว่า "หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม" การร่วมมือสนับสนุนการกระทำดังกล่าวก็คือการร่วมมือสนับสนุนในการผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นั่นเอง การแกล้งละเลยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นการกระทำผิดก็มิได้หมายความว่าเป็นการสนับสนุนทางอ้อมเสมอไป เพราะการละเว้นไม่ขัดขวางหรือยอมให้กระทำโดยไม่ขัดขวางในเมื่อตนไม่มีหน้าที่ขัดขวาง ไม่ถือเป็นการกระทำโดยงดเว้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ วรรคท้าย ไม่เป็นการร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า กัญชาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ที่บ้านพักของจำเลยที่ ๗ เป็นกัญชาที่ขนมาเตรียมไว้เพื่อจะส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยทางเครื่องบิน การส่งออกซึ่งกัญชานั้นอยู่ในขั้นตระเตรียมการ ยังไม่ถึงขั้นพยายามกระทำความผิด แม้จำเลยที่ ๒ ที่ ๗ ที่ ๘ จะได้ช่วยเหลือในการที่จะส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งกัญชารายนี้ การกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ ๗ ที่ ๘ ยังไม่เป็นความผิดฐานสนับสนุนให้มีการส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งกัญชาตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ สำหรับความผิดของจำเลยที่ ๗ ในข้อหาฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับโทษหนักขึ้นตามบัญญัติดังกล่าว เพราะมิใช่เป็นการจำหน่าย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๗ ไม่มีความผิดฐานสนับสนุนให้มีการส่งกัญชาออกนอกราชอาณาจักร จำคุกจำเลยที่ ๗ ในความผิดฐานเป็นข้าราชการร่วมกันผลิตกัญชา ๔๕ ปี ฐานมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย ๑๕ ปีรวมจำคุก ๖๐ ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ที่ ๘ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495 - 496/2526 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นายโรเบิร์ต ริชาร์ด คิมบอล์ลฯ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี · จำเลย - นายโรเบิร์ต ริชาร์ด คิมบอล์ลฯ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิติ บูรพรรณ์ · ประสม ศรีเจริญ · ธรรมสถิตย์ ธีรกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายสมชาย อุดมวงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประกอบ วนิคพันธุ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2530/2527ฎีกา 712/2559ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 185/2566ฎีกา 729/2483ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 3595/2532ฎีกา 3380/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 4547/2530ฎีกา 2680/2531ฎีกา 7891/2544ฎีกา 2491-2493/2519ฎีกา 3295/2543ฎีกา 1189/2537ฎีกา 9368/2552ฎีกา 769-770/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา