⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 962/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 962/2560

ป.อาญา ม.29, 30, 32 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งเจตนาเข้าร่วมกระทำความผิดกับอีกบุคคลหนึ่งในขั้นตอนใดของการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษเพื่อจำหน่าย ถือว่าบุคคลนั้นเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เครื่องมือหรือเครื่องใช้ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ย่อมต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ขณะที่ขับรถกระบะมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วย โดยยึดเมทแอมเฟตามีน 34,000 เม็ด ซึ่งวางอยู่ที่พื้นด้านหลังเบาะนั่งของจำเลยที่ 1 ขณะเข้าจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจขับรถยนต์แล่นปิดหน้ารถและท้ายรถของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1พยายามขับรถเดินหน้าและถ้อยหลังจนชนกับรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจ พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เข้าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่าตนรับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนของกลางจากคนลาวในจังหวัดมุกดาหารให้ไปส่งลูกค้าในจังหวัดปทุมธานี จะถือหลักเกณฑ์ในทางแพ่งว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนหรือร่วมครอบครองด้วยหาเป็นการถูกต้องไม่ เพราะความรับผิดในทางอาญาต้องอาศัยเจตนาเป็นสำคัญ เมื่อจำเลยที่ 1 เจตนาเข้าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนใดของการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ต้องถือว่าร่วมเป็นตัวการกับจำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 83 ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 3 ใช้ในการติดต่อกับสายลับและจำเลยที่ 2 ในการขนเมทแอมเฟตามีนของกลางมายังที่เกิดเหตุอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ซึ่งได้ใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันพึงต้องริบ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.97 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.102

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 92 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถกระบะของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต และปรับคนละ 4,000,020 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แต่เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีก คงเพิ่มได้แต่โทษปรับเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับ 5,333,360 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 แต่เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีก คงเพิ่มได้แต่โทษปรับ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 6,000,030 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 3,000,015 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 5779 XXXX ของกลาง ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0766 XXXX และรถกระบะทั้งสองคันของกลางแก่เจ้าของ โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,666,680 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 44 ปี 4 เดือน 40 วัน และปรับ 3,555,573.33 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 33 ปี 3 เดือน 30 วัน และปรับ 2,666,680 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถกระบะคันที่จำเลยที่ 2 นั่งมานั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่รู้จักจำเลยที่ 2 ที่มาขออาศัยนั่งรถจากจังหวัดมุกดาหารที่ตนจะขับรถไปซื้อผลไม้ที่ตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพียงแต่จำเลยที่ 3 ที่รู้จักกันฝากมา โดยจำเลยที่ 2 ออกเงินช่วยค่าน้ำมันดังที่เบิกความต่อสู้ แต่ทั้ง ๆ ที่ในช่วงเวลาเดียวกันจำเลยที่ 3 ก็ขับรถกระบะของตนเดินทางไปที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี อยู่แล้ว เหตุใดจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งรู้จักกันดี จึงไม่เดินทางไปด้วยกัน การเดินทางมาด้วยกันของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่อเป็นพิรุธว่าเรื่องที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 นั่งรถมาด้วยนั้นเป็นแต่ข้ออ้างในการอำพรางการกระทำที่แท้จริงของตน เมทแอมเฟตามีนของกลางมีถึง 17 ก้อน น้ำหนักรวม 3 กิโลกรัมเศษ อยู่ในถุงพลาสติก ตามคำเบิกความของดาบตำรวจนพดลกับดาบตำรวจวิโรจน์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมในคดีนี้ ปรากฏว่า ถุงพลาสติกนั้นเป็นถุงพลาสติกใสปนสีฟ้า สามารถมองผ่านเห็นสิ่งของภายในถุงได้ ถุงพลาสติกวางอยู่ที่พื้นรถด้านหลังเบาะที่จำเลยที่ 1 นั่งขับมาเมทแอมเฟตามีนในถุงพลาสติกที่มัดรวมกันเป็นก้อน ๆ สามารถมองเห็นได้ว่าสิ่งของในก้อนพลาสติกนั้นมีลักษณะเป็นเม็ด ๆ คล้ายเม็ดยา ดังที่พยานโจทก์ตรวจพบได้โดยง่ายยากที่จะเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าเป็นหมูยอกับแหนมตามที่จำเลยที่ 2 บอกในเวลาที่นำมาขึ้นรถ ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน การที่ปรากฏตามคำเบิกความของพยานโจทก์ว่า หลังจากสายลับที่อยู่ด้วยกันกับดาบตำรวจนพดลได้รับแจ้งทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่ามาถึงแล้ว มีรถกระบะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับและนั่งมาได้แล่นเข้ามาจอดที่หน้ารถยนต์ของดาบตำรวจนพดล ซึ่งจอดรอที่ริมถนนพหลโยธินขาเข้า ฝั่งตรงกันข้ามนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ห่างกันประมาณ 5 เมตร ดาบตำรวจวิโรจน์กับพวกซึ่งอยู่ในรถยนต์อีกคันหนึ่งที่จอดอยู่ข้างหน้ารถยนต์ของดาบตำรวจนพดลหลังจากได้รับแจ้งจากดาบตำรวจนพดลได้ถอยรถมาปิดหน้ารถกระบะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะเดียวกันรถยนต์ของดาบตำรวจนพดลก็แล่นเข้าปิดท้าย จำเลยที่ 1 พยายามขับรถเดินหน้าและถอยหลังจนชนกับรถยนต์ของพยานโจทก์ทั้งสองคัน แต่ไม่สามารถขับรถหนีไปได้ก่อนที่จะถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง บ่งบอกว่าจำเลยที่ 1 รู้ดีว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางวางอยู่ที่พื้นรถหลังเบาะนั่งของตน จึงมีความระแวดระวังสูงเมื่อมีรถมาปิดหน้าปิดท้ายเช่นนี้ย่อมไหวตัวว่าถูกล่อซื้อลวงมาในที่เกิดเหตุแล้ว จึงหาทางหลบหนี พฤติการณ์ดังวินิจฉัยมานี้ ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เข้าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแม้ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่าตนรับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนของกลางจากคนลาวในจังหวัดมุกดาหารให้ไปส่งลูกค้าในจังหวัดปทุมธานี จะถือหลักเกณฑ์ในทางแพ่งว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1ไม่มีส่วนหรือร่วมครอบครองด้วยดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หาเป็นการถูกต้องไม่ เพราะความรับผิดในทางอาญาต้องอาศัยเจตนาเป็นสำคัญ เมื่อจำเลยที่ 1 เจตนาเข้าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนใดของการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ต้องถือว่าร่วมเป็นตัวการกับจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เพียงช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 ในขณะกระทำความผิด จึงคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น เห็นว่า หลังจากจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้แล้ว หากมิใช่เป็นเพราะระหว่างตรวจค้นรถกระบะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีการโทรศัพท์เข้ามาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ที่หมายเลข 08 5779 XXXX ดาบตำรวจนพดลให้จำเลยที่ 2 รับสายและเปิดลำโพงมีเสียงสอบถามว่าส่งเมทแอมเฟตามีนเสร็จหรือยัง หลังจากดาบตำรวจนพดลกดปุ่มวางหูโทรศัพท์และสอบถามแล้ว จำเลยที่ 2 แจ้งว่าเป็นผู้ร่วมนำเมทแอมเฟตามีนมาด้วยกันซึ่งจอดรถรออยู่ข้างหน้า ก็ยากที่พยานโจทก์จะทราบว่ายังมีผู้เกี่ยวข้องอยู่ในรถยนต์คันอื่นในบริเวณนั้นอีกด้วย เพราะบริเวณที่เกิดเหตุเป็นริมถนนพหลโยธินขาเข้าฝั่งตรงกันข้ามกับนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเป็นย่านชุมชนมีผู้คนพลุกพล่านดังคำเบิกความของดาบตำรวจวิโรจน์ที่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 4 และจากการบอกตำแหน่งของจำเลยที่ 2 นำไปสู่การพบรถกระบะที่จำเลยที่ 4 และที่ 3 ขับและนั่งมาจอดอยู่ริมถนนข้างหน้าเลยไปประมาณ 100 เมตร ยากจะเป็นไปว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มาในที่เกิดเหตุพอดีตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือเนื่องจากรถเกิดการเฉี่ยวชนกันดังที่อ้างมาเป็นข้อต่อสู้ หลังจากมีการบังคับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงจากรถ ดาบตำรวจนพดลพบจำเลยที่ 3 มีโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในมือ จึงตรวจสอบการใช้โทรศัพท์โดยใช้โทรศัพท์ของจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ไปที่หมายเลขโทรศัพท์ของดาบตำรวจนพดลเอง ปรากฏหมายเลข 08 0766 XXXX ดังคำเบิกความของดาบตำรวจวิโรจน์ ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อกับสายลับและจำเลยที่ 2 แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานการใช้โทรศัพท์ติดต่อระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับระหว่างสายลับและจำเลยที่ 3 มาแสดงดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ก็ตาม เพราะหากไม่มีการใช้โทรศัพท์ล่อซื้อของสายลับก็ยากที่รถกระบะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาจอดที่ริมถนนพหลโยธินขาเข้า ฝั่งตรงกันข้ามนิคมอุตสาหกรรมนวนคร หน้ารถยนต์ของดาบตำรวจนพดลกับพวกซึ่งมีสายลับอยู่ด้วย จนนำไปสู่การจับกุมและยึดเมทแอมเฟตามีนที่ล่อซื้อเป็นของกลางได้ และหากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันเป็นระยะ ๆ ก็ยากที่จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่ในรถกระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับและมาจอดตรงตำแหน่งที่นัดหมายกับสายลับจะรู้ถึงตำแหน่งของรถกระบะของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่าจอดรถอยู่ข้างหน้าได้ คำเบิกความของดาบตำรวจนภดลกับดาบตำรวจวิโรจน์เพียงลำพังก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือรับฟังได้แล้ว พยานหลักฐานโจทก์มั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางหมายเลข 08 0766 XXXX ของจำเลยที่ 3 นั้น เมื่อได้ความดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 3 ใช้ในการติดต่อกับสายลับและจำเลยที่ 2 ในการขนเมทแอมเฟตามีนของกลางมายังที่เกิดเหตุอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ซึ่งได้ใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันพึงต้องริบ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 เช่นเดียวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งริบไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางหมายเลข 08 0766 XXXX นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 962/2560 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นายไพฑูรย์ ประดับศรี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี · จำเลย - นายไพฑูรย์ ประดับศรี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ · สุนทร ทรงฤกษ์ · อุดม วัตตธรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายรังสรรค์ พิบูลย์กิจสกุล · ศาลอุทธรณ์ - นางศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3251/2559

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1837/2531ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 1992/2530ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 531/2510ฎีกา 628/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 4519/2544ฎีกา 239/2484ฎีกา 2936/2543ฎีกา 5806/2534ฎีกา 893/2563ฎีกา 5957/2530ฎีกา 3588/2564ฎีกา 8651/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา