⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1238/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1238/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง หรือที่โจทก์มิได้ประสงค์ให้ลงโทษ เป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกับพวกกลั่นแกล้งจับกุมผู้เสียหาย กล่าวหาว่าผู้เสียหายกับพวกลักรถจักรยานยนต์ของญาติจำเลยได้ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหาย ทำทีว่าจะจับกุมผู้เสียหายส่งพนักงานสอบสวน แต่แล้วได้ร่วมกันกรรโชกทรัพย์โดยเรียกเอาเงินจากผู้เสียหาย โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องและประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในเรื่องจำเลยทราบว่าพวกของจำเลยทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กายแล้วไม่แจ้งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทราบ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยทราบว่าพวกของจำเลยทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กายแล้วไม่แจ้งเหตุให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทราบจึงเป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง และเป็นการลงโทษในเรื่องที่โจทก์มิได้ประสงค์ให้ลงโทษ จำเลยอุทธรณ์ว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ กลับนำข้อเท็จจริงอีกตอนหนึ่งที่โจทก์มิได้กล่าวไว้ในฟ้องมาฟังลงโทษจำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงมิชอบเพราะเป็นการพิพากษาในเรื่องที่โจทก์จำเลยมิได้อุทธรณ์ ส่วนการจะนำข้อเท็จจริงอย่างอื่นซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์มาฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยนั้นก็เป็นการไม่ชอบอีกเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.193 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.208 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกับพวกมีปืนลูกซองพก ๑ กระบอกใช้ยิงได้ ไม่มีหมายเลขทะเบียน กับมีกระสุนปืนลูกซองขนาด ๑๒ โดยมิได้รับอนุญาต จำเลยกับพวกร่วมกันพกพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวพร้อมมีดปลายแหลม ๓ เล่มไปในเมือง หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยกับพวกซึ่งมีอาวุธดังกล่าวเข้าไปในบ้านอันเป็นที่อยู่อาศัยของนายณรงค์ มณีแจ่ม ผู้เสียหายโดยมิได้รับอนุญาต ร่วมกันชกต่อย เตะ ใช้ปืนตบหน้าผู้เสียหาย ๑ ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยกับพวกได้ร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้เงินแก่จำเลย ๑,๐๐๐ บาท และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดส่งพนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบและโดยทุจริตร่วมกับพวกกลั่นแกล้งจับกุมผู้เสียหายโดยกล่าวหาว่าผู้เสียหายกับพวกลักเอารถจักรยานยนต์ของญาติจำเลยร่วมกันทำร้ายผู้เสียหาย ทำทีว่าจะจับกุมผู้เสียหายส่งพนักงานสอบสวน แต่แล้วได้ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหาย อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๙๓, ๑๔๘, ๑๕๗, ๒๙๕, ๓๖๔, ๓๖๕, ๓๐๙, ๓๓๗, ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๗, ๘ ทวิ,๗๒, ๗๒ ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ จำคุก ๒ ปี คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ จำเลยอุทธรณ์ข้อหนึ่งว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องมาลงโทษจำเลย เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ตามฟ้องข้อ ฉ. ศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำฟ้องข้อนี้แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องข้อนี้ว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกับพวกกลั่นแกล้งจับกุมผู้เสียหาย โดยกล่าวหาว่าผู้เสียหายกับพวกลักรถจักรยานยนต์ของญาติจำเลยได้ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหาย ทำทีว่าจะจับกุมผู้เสียหายส่งพนักงานสอบสวนแต่แล้วได้ร่วมกันกรรโชกทรัพย์โดยเรียกเอาเงินจากผู้เสียหาย โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องและประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในเรื่องจำเลยทราบว่าจำเลยที่ ๑ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๐๗๖๔/๒๕๒๔ ทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กายแล้วไม่แจ้งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทราบ แม้โจทก์จะกล่าวในตอนท้ายฟ้องข้อนี้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ก็ยังถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลยที่อ้างว่าได้กระทำผิดว่า จำเลยละเว้นไม่แจ้งเรื่องที่จำเลยที่ ๑ ในคดีดังกล่าวทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กายให้พนักงานสอบสวนทราบ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ มาในข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยทราบว่าจำเลยที่ ๑ ในคดีนั้นทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กายแล้วไม่แจ้งเหตุให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทราบนั้น จึงเป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้องและเป็นการลงโทษในเรื่องที่โจทก์มิได้ประสงค์ให้ลงโทษ เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมาในข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจทราบว่า จำเลยที่ ๑ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๐๗๖๔/๒๕๒๔ ทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กายแล้วไม่แจ้งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทราบ โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ในปัญหานี้ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยชี้ขาดว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ แต่ศาลอุทธรณ์ก็มิได้วินิจฉัยเช่นนั้น กลับนำข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวไว้ในฟ้องมาฟังลงโทษจำเลย โดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะที่จำเลยที่ ๑ที่ ๒ และที่ ๓ ในคดีดังกล่าวเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหาย ทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กายกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายและจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้คุมผู้เสียหายมานั่งในรถยนต์ที่จำเลยขับซึ่งจอดอยู่นอกบ้าน เมื่อจำเลยที่ ๑ในคดีดังกล่าวและผู้เสียหายนั่งในรถแล้ว จำเลยชี้แจงให้ผู้เสียหายกับจำเลยที่ ๑ ในคดีนั้นตกลงกันเรื่องที่จำเลยที่ ๑ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๐๗๖๔/๒๕๒๔ เรียกร้องเงินจากผู้เสียหาย มิฉะนั้นจำเลยจะนำผู้เสียหายส่งสถานีตำรวจแล้วพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงมิชอบ เพราะเป็นการพิพากษาในเรื่องที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ ส่วนการจะนำข้อเท็จจริงอย่างอื่นซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์มาฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยนั้นก็เป็นการไม่ชอบอีกเช่นกัน จึงไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษายกฟ้องของโจทก์ไปทีเดียวและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1238/2527 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ ร้อยตำรวจโทธนาชัย วณิชเสถียร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - ร้อยตำรวจโทธนาชัย วณิชเสถียร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญส่ง คล้ายแก้ว · ปรีชา พานิชวงศ์ · ปรานอม มหรรณพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสวิน อักขรายุธ · ศาลอุทธรณ์ - นายเรืองสวัสดิ์ พรหมสาขา ณ สกล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 605/2511ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 2813/2566ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 831/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา