⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3351/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3351/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การคิดดอกเบี้ยทบต้นจะกระทำได้ต่อเมื่อมีข้อตกลงกันโดยชัดแจ้ง หรือเป็นไปตามลักษณะของบัญชีเดินสะพัด หรือเป็นการค้าขายอย่างอื่นทำนองเดียวกันตามกฎหมายเท่านั้น หากไม่มีข้อตกลงดังกล่าว หรือไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว จะคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทำสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารโจทก์มีเงื่อนไขเพียงว่า ถ้าหากธนาคารจ่ายเงินตามเช็คให้เกิน จำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีของจำเลยไป จำเลยยอมใช้เงินส่วนที่โจทก์จ่ายเกินบัญชีให้โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามกฎหมายนับแต่วันที่ธนาคารได้จ่ายเงิน โจทก์จำเลยหาได้มีเจตนาตกลงกันโดยตรงว่า สืบแต่นั้น ไปหรือในชั่วเวลากำหนดอันใดอันหนึ่ง ให้ตัดทอนบัญชีหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนหักกลบลบกันคงชำระแต่ส่วน ที่เหลืออันเป็นลักษณะสำคัญของบัญชีเดินสะพัดไม่และถือ ไม่ได้ว่าเป็นการค้าอย่างอื่นในทำนองเช่นว่านั้น อันจะคิดดอกเบี้ยทบต้นกันได้ จึงไม่เข้าเงื่อนไขเป็นบัญชีเดินสะพัดหรือเป็นการค้าขายอย่างอื่นทำนองเดียวกันนี้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่จำเลย คำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันกล่าวถึงการคิดดอกเบี้ยไว้เพียงว่าคิดดอกเบี้ยกันในอัตราสูงสุดตามกฎหมาย ทั้งกรณีมิใช่เรื่องกู้ยืมเงินและไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรงว่าให้คิดดอกเบี้ยได้สูงสุดในอัตราเท่าใด จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7คือโจทก์มีสิทธิคิดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ธนาคารได้จ่ายเงินจำนวนที่เกินบัญชีนั้นเป็นต้นไป (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่1587/2523) จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันต่อธนาคารโจทก์ตั้งแต่วันที่7 พฤษภาคม 2519 ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2520 จำเลยได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และนำที่ดินมาจำนอง เป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ ก่อนทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาจำนองโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่จำเลยในจำนวนเงินส่วนที่โจทก์จ่ายเกินบัญชีให้จำเลยไป คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในจำนวนเงินที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2520 เป็นต้นไป ยอดเงินที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลย เป็นยอดเงินที่คิดดอกเบี้ยมาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กล่าวคือโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มาตั้งแต่วันที่จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันตลอดมา หาได้คิดตามสิทธิควรได้ดังกล่าวไม่ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีมาไม่ถูกต้อง ไม่ได้คิดแยกยอดเงินที่ควรได้รับ นับจากจำเลยขอเปิดบัญชีกระแสรายวันจนถึงวันทำสัญญาขอ กู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้ว่าเป็นยอดเงินเท่าใด ปรากฏว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คหลายร้อยฉบับ และโจทก์จ่ายเงินเกินบัญชีให้ไป ซึ่งศาลไม่มีหน้าที่จะต้องคิดยอดเงินดังกล่าวให้โจทก์เป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องคิดยอดมาให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ในฟ้อง เพื่อให้โจทก์จำเลยได้ตรวจสอบโต้แย้งว่าคิดถูกต้องหรือไม่เพียงใด ดังนี้ศาลจึงชอบที่จะพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมด โดยให้โจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.7 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.655 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.991

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทกระแสรายวันต่อสาขาของโจทก์ จำเลยยอมใช้เงินที่โจทก์จ่ายเกินบัญชีให้โจทก์พร้อมทั้งอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามกฎหมาย บัญชีของจำเลยมียอดเบิกเกินตลอดมา ต่อมาจำเลยได้จำนองที่ดินมีโฉนดไว้แก่โจทก์เป็นประกันหนี้ดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วเพิกเฉย ขอให้จำเลยใช้เงินที่เบิกเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ย และไถ่ถอนจำนองด้วย จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ และต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมดอกเบี้ยที่ให้จำเลยรับผิดมากกว่าปกติ จำเลยไม่สามารถเข้าใจได้ว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยชำระหนี้อย่างใดในยอดไหน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒,๖๒๐,๓๐๑.๘๘ บาทพร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี หากจำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองก็ให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องใหม่ภายในอายุความ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันต่อธนาคารโจทก์ สาขากันทรลักษณ์ ตามเอกสารหมาย ป.จ.๒ เข้าลักษณะเป็นบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๖ ซึ่งจะคิดดอกเบี้ยทบต้นกันตามประเพณีการค้าขายได้ตามมาตรา ๖๕๕ วรรคท้ายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทำสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารโจทก์สาขากันทรลักษณ์มีเงื่อนไขในข้อ ๑๘ เพียงว่า ถ้าหากธนาคารจ่ายเงินตามเช็คให้เกินจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีของจำเลยไป จำเลยยอมใช้เงินส่วนที่โจทก์จ่ายเกินบัญชีให้โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามกฎหมายนับแต่วันที่ธนาคารได้จ่ายเงิน โจทก์จำเลยหาได้มีเจตนาตกลงกันโดยตรงว่าสืบแต่นั้นไปหรือในชั่วเวลากำหนดอันใดอันหนึ่ง ให้ตัดทอนบัญชีหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนหักกลบลบกัน คงชำระแต่ส่วนที่เหลืออันเป็นลักษณะสำคัญของบัญชีเดินสะพัดไม่ และถือไม่ได้ว่าเป็นการค้าอย่างอื่นในทำนองเช่นว่านั้นอันจะคิดดอกเบี้ยทบต้นกันได้ จึงไม่เข้าเงื่อนไขเป็นบัญชีเดินสะพัด หรือเป็นการค้าอย่างอื่นทำนองเดียวกันนี้ตามกฎหมายดังนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๗/๒๕๒๓ ระหว่าง บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด โดยนายวุฒิกรณ์ วชิรพิศุทธิ์โศภิน ผู้จัดการสาขาตลาดยิ่งเจริญ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์นายกิมเม้ง พิบูลสุข จำเลยโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่จำเลยก่อนทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาจำนองที่ดินตามเอกสารหมาย ป.จ.๕ จะเริ่มคิดดอกเบี้ยทบต้นกันได้ตามสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามสัญญาข้อ ๒ และข้อ ๓ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือ ระหว่างที่จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันตั้งแต่วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๑๙ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๐ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราใด ตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมายป.จ.๒ ข้อ ๑๘ กล่าวถึงการคิดดอกเบี้ยไว้เพียงว่า คิดดอกเบี้ยกันในอัตราสูงสุดตามกฎหมาย มิได้กำหนดอัตราโดยนิติกรรมอันชัดแจ้งว่าร้อยละเท่าใดแน่ ทั้งกรณีนี้มิใช่เรื่องกู้ยืมเงิน และไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรงว่าให้คิดดอกเบี้ยได้สูงสุดในอัตราเท่าใด จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗ คือโจทก์มีสิทธิคิดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ธนาคารได้จ่ายเงินนั้นเป็นต้นไป ดังที่กำหนดไว้ในสัญญาเอกสารหมาย ป.จ.๒ ข้อ ๑๘ ปัญหาสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหมดรวมทั้งที่จำเลยทำสัญญาขอกู้เบิกเงินเกินบัญชี และนำที่ดินมาจำนองเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีได้นั้น เป็นการคลาดเคลื่อน เห็นว่า จริงอยู่นับแต่วันที่จำเลยทำสัญญาขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี และคิดดอกเบี้ยทบต้นได้นั้น ยอดเงินที่โจทก์นำมาฟ้องเรียก๓,๐๐๕,๖๙๕.๘๘ บาท เป็นยอดเงินที่คิดดอกเบี้ยมาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีจำนวนมากเช่นนั้น กล่าวคือ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีมาตั้งแต่จำเลยเริ่มเปิดบัญชีกระแสรายวัน เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๑๙และคิดดอกเบี้ยทบต้นตลอดมา หาได้ติดตามสิทธิอันควรได้ดังที่วินิจฉัยมาแล้วไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องเสียทั้งหมดจึงชอบด้วยเหตุผล เพราะโจทก์ฟ้องคดีมาไม่ถูกต้องจึงไม่ได้คิดแยกยอดเงินที่ควรได้รับจากจำเลยขอเปิดบัญชีกระแสรายวันจนถึงวันทำสัญญาขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้ว่าเป็นยอดเงินเท่าใด ปรากฏว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คหลายร้อยฉบับ และโจทก์จ่ายเงินเกินบัญชีให้ไป ซึ่งศาลไม่มีหน้าที่จะต้องคิดยอดเงินดังกล่าวให้โจทก์ เป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องคิดยอดเงินมาให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ในฟ้อง เพื่อให้โอกาสจำเลยได้ตรวจสอบโต้แย้งว่าคิดถูกต้องหรือไม่เพียงใด พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3351/2527 บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด โจทก์ นายธาตรี ลีธีระประเสริฐ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด · จำเลย - นายธาตรี ลีธีระประเสริฐ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ บุญเลี้ยง · อุดม บรรลือสินธุ์ · ยนต์ พิรวินิจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายศิริชัย วัฒนโยธิน · ศาลอุทธรณ์ - นายโกมล อิศรางกูร ณ อยุธยา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 4513/2533ฎีกา 170/2546ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4873/2528ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2880/2545ฎีกา 6058/2538ฎีกา 75/2481ฎีกา 1959/2529ฎีกา 156/2513ฎีกา 2610/2538ฎีกา 462/2507ฎีกา 1302/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา