⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3531/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3531/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อเช็คซึ่งเป็นหลักประกันสูญหายไป ผู้รับเช็คย่อมมีสิทธิเรียกให้ผู้สั่งจ่ายชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้ทันที โดยไม่ต้องนำเช็คไปเบิกก่อน และผู้สั่งจ่ายจะอ้างเหตุเช็คสูญหายเป็นเหตุให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดมิได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยนำเช็คมาขายลดให้โจทก์และออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวนเท่ากันกำหนดใช้เงินให้โจทก์เมื่อครบ 58 วันเท่ากับระยะเวลาที่เช็คถึงกำหนดชำระเงินพร้อมกับได้ทำหนังสือรับรองการมอบตั๋วสัญญาใช้เงินโดยระบุให้เช็คดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ที่ประกันในการออกตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อตกลงในการชำระเงินว่า เมื่อถึงกำหนดชำระเงินให้โจทก์นำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคาร ถ้าโจทก์ได้รับเงินตามเช็คก็ให้ถือว่าตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่จำเลยเป็นผู้ออกนั้นได้ใช้เงินแล้ว หนี้ที่ซื้อขายลดเช็คเป็นอันระงับไป หากเช็คเบิกเงินไม่ได้ จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ดังนี้ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินและหนังสือรับรองการมอบตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นความสมัครใจของโจทก์และจำเลย เกิดเป็นสัญญามีผลผูกพันบังคับกันได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวสูญหายไป จำเลยต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มิได้นำเช็คไปเบิกจากธนาคารก่อนหรือการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ และเรื่องนี้มิใช่เรื่องสัญญาค้ำประกันจำเลยจะยกเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697 มาปัดความรับผิดก็ไม่ได้เช่นกัน หนี้ที่จำเลยนำมาขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์เป็นหนี้ที่เกิดจากความเสียหายอันเนื่องจากการที่โจทก์ทำเช็คสูญหายไป มิใช่เป็นหนี้ที่โจทก์จะต้องชำระหนี้ตามเช็คให้จำเลย โจทก์มิได้เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คจึงไม่มีหนี้อะไรตามเช็คที่จำเลยจะนำมาหักกลบลบหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นได้ จำเลยได้รับความเสียหายอย่างไรชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่โจทก์ต่างหาก โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินโดยอ้างว่าจำเลยเป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินและนำมาขายให้แก่โจทก์ ครั้นถึงกำหนดจำเลยไม่ยอมชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยนำเช็คมาขายลดให้โจทก์แล้วออกตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมกับทำหนังสือรับรองการมอบตั๋วสัญญาใช้เงินโดยระบุเช็คนั้นเป็นประกันการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยมีข้อตกลงว่า หากโจทก์นำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคารไม่ได้ จำเลยจะต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังนี้ ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.151 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.219 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.341 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.697 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.900 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.982

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินสัญญาจะจ่ายเงินจำนวน๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อครบ ๕๘ วันนับแต่วันที่ลงในตั๋ว ในวันที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยได้ขายตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์ตามมูลค่าแห่งตั๋ว จำเลยได้รับเงินค่าขายตั๋วสัญญาใช้เงินไปครบถ้วนแล้ว ครั้นถึงกำหนดใช้เงิน จำเลยไม่ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นการผิดนัดทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ลายมือชื่อผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย จำเลยเคยนำเช็คของธนาคารสหมาลายัน จำกัด จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ไปขายลดให้โจทก์โดยมีข้อตกลงว่าหากเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินไม่ได้โจทก์จะต้องเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ไม่นำไปเรียกเก็บเงินจนขาดอายุความ ทำให้หลักประกันที่จำเลยมอบให้โจทก์ไว้เพื่อชำระหนี้เสียหายคิดเป็นมูลค่า ๒๐๐,๐๐๐ บาทจำเลยจึงขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ฟ้อง ธนาคารยังมิได้ปฏิเสธการชำระเงินโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้และดอกเบี้ยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยนำเช็คตามฟ้องไปขายลดให้แก่โจทก์โดยจำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินและหนังสือรับรองการมอบตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้โจทก์ไว้เป็นประกัน หากโจทก์ไม่ได้รับเงินตามเช็ค จำเลยจะต้องใช้เงินให้แก่โจทก์ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นสังหาริมทรัพย์ เมื่อทำการซื้อขายกันกฎหมายไม่ได้บัญญัติบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ จำเลยย่อมนำพยานบุคคลเข้าสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือรับรองการมอบตั๋วสัญญาใช้เงินได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๙๔(ข) การที่เช็คถูกทำลายไปไม่เป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คให้แก่โจทก์และหาใช่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๙ ไม่ พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามฟ้องให้โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำเช็คของธนาคารสหมาลายัน จำกัดจำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ไปขายลดให้แก่โจทก์โดยได้ตกลงกันให้จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดไม่จำต้องคัดค้าน จ่ายเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์เมื่อครบ ๕๘ วัน เท่ากับระยะเวลาถึงกำหนดจ่ายเงินตามเช็คฉบับที่จำเลยนำมาขายลดแก่โจทก์และจำเลยยังได้ทำหนังสือรับรองการมอบตั๋วสัญญาใช้เงินโดยระบุเช็คดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ที่ประกันในการออกตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นอีก ส่วนวิธีการชำระเงินแก่โจทก์ได้ตกลงกันให้โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเบิกเงินจากธนาคารเมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินก่อน เมื่อโจทก์รับเงินตามเช็คนั้นได้ ก็ให้ถือว่าตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นได้ใช้เงินแล้ว หนี้ที่ซื้อขายลดเช็คย่อมระงับไป หากเช็คเบิกเงินจากธนาคารไม่ได้ จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัด ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันโดยจำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินและหนังสือรับรองการมอบตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวด้วยความสมัครใจของโจทก์และจำเลย จึงเกิดเป็นสัญญาขึ้นอันมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายซึ่งโจทก์และจำเลยต้องผูกพันต่อกัน เมื่อเช็คที่จำเลยนำไปขายลดให้แก่โจทก์ซึ่งได้กลายเป็นหลักประกันตามสัญญาดังกล่าวสูญหายไป เนื่องจากพนักงานของโจทก์ฉีกทิ้งก่อนที่เช็คจะถึงกำหนดเบิกเงินได้ และผู้จัดการสาขาของโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบโดยมีการเจรจากันว่าจำเลยยอมผ่อนชำระให้โจทก์ แต่โจทก์ไม่อนุมัติ ดังนั้นจำเลยต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยจะถือว่าโจทก์มิได้นำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคารก่อนหรือการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยที่จะทำได้จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้นหาชอบไม่ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จำเลยจะอ้างอีกว่าจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากการชำระหนี้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๗ หาได้ไม่ เพราะมิใช่เป็นเรื่องสัญญาค้ำประกัน ที่จำเลยโต้แย้งขอหักกลบลบหนี้ต่อโจทก์เพราะเช็คที่จำเลยนำไปขายลดให้แก่โจทก์ขาดอาายุความไม่สามารถไล่เบี้ยได้นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้ที่จะหักกลบลบหนี้กันได้นั้นจะต้องเป็นหนี้ที่บุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุอย่างเดียวกันและหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดชำระ แต่ในกรณีที่จำเลยขอหักกลบลบหนี้นี้เป็นเรื่องหนี้ของจำเลยเกิดจากความเสียหายอันเนื่องจากการที่โจทก์ทำเช็คสูญหายไป มิใช่เป็นหนี้ที่โจทก์จะต้องชำระหนี้ตามเช็คให้จำเลย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งโจทก์มิได้เป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค จึงไม่มีหนี้อะไรตามเช็คที่จำเลยจะนำมาหักหลบลบหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นได้ จำเลยได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์อย่างไรชอบที่จำเลยจะไม่ว่ากล่าวแก่โจทก์ต่างหาก ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาว่าการที่จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์นั้น จำเลยออกเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คระหว่างโจทก์และจำเลย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์เกี่ยวกับการขายตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาแตกต่างกับคำฟ้องของโจทก์จะต้องยกฟ้องโจทก์นั้น เห็นว่าศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว และถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้แตกต่างกับคำฟ้องของโจทก์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3531/2527 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด โจทก์ นายวิโรจน์ ภิรมย์โสภา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด · จำเลย - นายวิโรจน์ ภิรมย์โสภา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุชาติ จิวะชาติ · สุชาติ จิวะชาติ · วีระ ทรัพยไพศาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเคลื่อน วัฒนเมธียานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสงี่ยม สันติวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 591/2531ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3219/2534ฎีกา 4590/2553ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1479/2526ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 156/2513ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 2752/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา