⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3625/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3625/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินโดยตรง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยที่ 1 โดยขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขาย โอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถทำได้ให้ใช้ราคาพร้อมค่าเสียหายซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินโดยตรง เมื่อปรากฏว่า ศาลแพ่งได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.22 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.25 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.26 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.27

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๒ จำเลยที่ ๑ ขอซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๖๔๒ ของโจทก์ในราคา ๑,๗๑๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๑ ต้องไถ่ถอนการขายฝากจากนางสำรวย เป็นเงิน ๖๓๖,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือต้องจ่ายเป็นเช็คล่วงหน้าชำระหนี้แทนโจทก์ ๖ ฉบับ และเมื่อโอนที่ดินเป็นของจำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยที่ ๑ จะจำนองนำเงินเข้าบัญชีเป็นการใช้หนี้เงินตามเช็คที่ออกให้โจทก์ โจทก์หลงเชื่อรับเช็คทั้ง ๖ ฉบับไว้ จำเลยที่ ๑ ใช้อุบายหลอกลวงว่าให้โจทก์ขายที่ดินนี้ให้จำเลยที่ ๒ ก่อนเพื่อทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น แล้วจำเลยที่ ๒ ขายต่อให้จำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยที่ ๑ จึงนำมาจำนองกับจำเลยที่ ๓ โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนี้ให้จำเลยที่ ๒เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๒๒ จำเลยที่ ๒ โอนต่อให้จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ ช่วยจ่ายเงินค่าไถ่ถอนการขายฝากให้ก่อน และจำเลยที่ ๑ จำนองที่ดินนี้ไว้กับจำเลยที่ ๓เท่าราคาซื้อ เป็นการรับจำนองโดยไม่สุจริต เป็นการสนับสนุนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ในการทำนิติกรรม จำเลยทั้งสามคบคิดกันกระทำการโดยไม่สุจริต เช็คทั้งหมดที่จำเลยที่ ๑สั่งจ่ายขึ้นเงินไม่ได้ โจทก์เสียที่ดินไปโดยไม่ได้รับเงินตอบแทนและโจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมแล้ว ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันทำการเพิกถอนนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๖๔๒ ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของอย่างเดิมหากไม่จัดการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา หากไม่สามารถทำได้ให้ใช้ราคา จำเลยที่ ๒ ให้การว่าได้ทำสัญญาซื้อที่ดินจากโจทก์จริง เพราะจำเลยที่ ๑ จ้างเพื่อทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น จำเลยที่ ๑ จ่ายเช็คชำระค่าที่ดินให้โจทก์แล้วจำเลยที่ ๓เป็นผู้จ่ายเงินไถ่ถอนการขายฝาก จำเลยที่ ๒ ทำโอนขายที่ดินนี้ให้จำเลยที่ ๑ โดยไม่มีการชำระเงิน จำเลยที่ ๑ เอาที่ดินจำนองกับจำเลยที่ ๓ จำเลยทั้งสามร่วมกันทำสัญญาซื้อขายและสัญญาจำนองโดยไม่ได้มีการชำระเงินกัน จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ รับจำนองที่ดินนี้โดยสุจริต โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ ๑ ถูกศาลแพ่งพิพากษาให้ล้มละลาย และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ ๑ ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๒๒ ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนจำเลยที่ ๑ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยที่ ๑ ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๒๒ ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ คดีนี้จึงไม่ใช่คดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตาม มาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงไม่ขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ ๑ โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า คดีที่พิพาทกันนี้ เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ประกอบกับโจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม มิได้ขอให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจต่อสู้คดีแทนจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๒๒(๓)ไม่ใช่ตาม มาตรา ๒๕ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้หลังจากจำเลยที่ ๑ ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ศาลสั่งรับฟ้องไว้เป็นการสั่งไปโดยผิดหวัง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมสำหรับจำเลยที่ ๑ และมีคำสั่งใหม่ว่าไม่รับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ จำหน่ายคดี ให้ดำเนินการพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ต่อไป โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ ๑ ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๒๒ โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยที่ ๑ ภายหลัง คือเมื่อวันที่๑๒ มิถุนายน ๒๕๒๓ โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ได้ เพราะตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๖, ๒๗ ห้ามเจ้าหนี้ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ ห้ามเฉพาะหนี้เงิน แต่หนี้ที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เกี่ยวกับการกระทำงดเว้นกระทำ ให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและให้เพิกถอนนิติกรรม จึงไม่ต้องห้ามศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓มาตรา ๒๒(๓) ประกอบกับมาตรา ๒๖, ๒๗ บัญญัติถึงอำนาจฟ้องของเจ้าหนี้ว่า เมื่อศาลพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ได้แต่ผู้เดียว หากเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยที่ ๑ โดยขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขาย โอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนชื่อจำเลยที่ ๑ หากไม่สามารถทำได้ให้ใช้ราคาที่ดินและค่าเสียหาย ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินโดยตรง จึงต้องห้ามตามกฎหมายชัดแจ้งโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3625/2527 นางประจวบ มัธยมจันทร์ โจทก์ นางเจียรนัย ตุรงค์เรือง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางประจวบ มัธยมจันทร์ · จำเลย - นางเจียรนัย ตุรงค์เรือง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ บุญเลี้ยง · เสนอ ศรนิยม · ชวลิต นราลัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายไมตรีย์ โมรรัต · ศาลอุทธรณ์ - นายเสรี แสงศิลป์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5209/2566ฎีกา 1001/2509ฎีกา 578/2550ฎีกา 4238/2539ฎีกา 2416/2566ฎีกา 9487/2558ฎีกา 374/2534ฎีกา 6605/2550ฎีกา 662/2525ฎีกา 5104/2533ฎีกา 4851/2545ฎีกา 3264/2525ฎีกา 1636/2534ฎีกา 5219/2534ฎีกา 3779/2542ฎีกา 903/2508ฎีกา 92/2531ฎีกา 1519/2538ฎีกา 4470/2543ฎีกา 690/2512ฎีกา 4481/2542ฎีกา 8304/2559ฎีกา 7966/2544ฎีกา 6555/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา