คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1623/2528
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสั่งห้ามธนาคารมิให้จ่ายเงินตามเช็ค ไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเช็ค แม้ผู้สั่งจ่ายจะไม่มีเงินในบัญชีเพียงพอต่อการชำระตามเช็คก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยโดยเจตนาทุจริตรู้อยู่แล้วว่าไม่มีเงินในบัญชีพอจ่าย ได้บังอาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คหมายความว่ามีเจตนาทุจริตในการสั่งจ่ายเช็ค ไม่มีทางที่จะแปลได้เลยว่ามีเจตนาทุจริตในการห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็ค คำฟ้องเช่นนี้จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด เพราะปรากฏว่าจำเลยได้มีคำสั่งห้ามธนาคารมิให้จ่ายเงินตามเช็ค แม้โจทก์จะอ้างถึงกฎหมายและมาตราในกฎหมายมาในฟ้องหรือนำสืบไว้ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าจำเลยได้มีคำสั่งห้ามธนาคารมิให้จ่ายเงินตามเช็ค แต่โจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้องว่าจำเลยห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คโดยเจตนาทุจริต ถือได้ว่าโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘(๕) ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยโดยเจตนาทุจริตรู้อยู่แล้วว่าไม่มีเงินในบัญชีพอจ่าย ได้บังอาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค..." หมายความว่าเป็นเจตนาทุจริตในการห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คมิใช่เป็นเจตนาทุจริตในการออกเช็คและโจทก์ได้นำสืบแล้วว่าในวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับนั้นเงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่าย จึงแสดงว่าการห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินนั้นจำเลยกระทำโดยเจตนาทุจริตแล้ว
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ตามที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้นอ่านเข้าใจได้ชัดแจ้งว่า จำเลยได้บังอาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คโดยเจตนาทุจริต ซึ่งหมายความว่ามีเจตนาทุจริตในการสั่งจ่ายเช็ค ไม่มีทางที่จะแปลได้เลยว่ามีเจตนาทุจริตในการห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คได้ดังที่โจทก์ฎีกา คำฟ้องเช่นนี้จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด แม้โจทก์จะอ้างถึงกฎหมายและมาตราในกฎหมายมาในฟ้องก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ส่วนที่โจทก์อ้างงว่าได้นำสืบว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบหาใช่เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องไม่ จะนำมาประกอบคำฟ้องของโจทก์ให้สมบูรณ์ขึ้นมิได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1623/2528
นางสาวพรศรี แซ่เอี้ยว โจทก์
นางจันทา อาจารมารยาท จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสาวพรศรี แซ่เอี้ยว · จำเลย - นางจันทา อาจารมารยาท |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สกุล เศรษฐสุข · สหัส สิงหวิริยะ · จุนท์ จันทรวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงธนบุรี - นายอุดมศักดิ์ อภิวัฒน์อุดมคุณ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญทรง เค้าไพบูลย์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา