⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 452/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลฎีกายกคำขอให้บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกยกคำขอจะไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเอาค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวได้อีก

ย่อคำพิพากษา

มูลกรณีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินตาม ส.ค.1 พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของโจทก์ ให้จำเลยดำเนินการรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โอนให้โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง และให้จำเลยรับชำระเงินที่ดินที่ค้างชำระอีก 14,800 บาทไปจากโจทก์ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง ให้ยกคำขออื่นนอกจากนี้จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยรับชำระราคาที่ดิน 14,800 บาทจากโจทก์ในวันจดทะเบียน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ คำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการออกโฉนดและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่โจทก์นั้นเป็นการขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน หากศาลพิพากษาบังคับให้ตามที่โจทก์ขอ โจทก์ก็มีหน้าที่จะต้องชำระค่าที่พิพาท ซึ่งยังค้างชำระอีก 14,800 บาท แก่จำเลย แต่เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกคำขอของโจทก์ในข้อนี้เสียแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลบังคับโจทก์ชำระเงินค่าที่พิพาทที่เหลือโดยจำเลยมิได้ถูกบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ เป็นเรื่องที่จำเลยจะไปฟ้องเรียกเอาจากโจทก์เป็นคดีใหม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือ ส.ค. ๑ เป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของโจทก์ ให้จำเลยดำเนินการรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โอนให้โจทก์หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง และให้จำเลยรับชำระเงินที่ดินซึ่งค้างชำระอีก ๑๔,๘๐๐ บาท ไปจากโจทก์ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าที่พิพาทเป็นของนางใบ คชเดช มารดาจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกับนายใหม่ด้วย นายใหมไม่มีสิทธินำที่ดินส่วนของนางใบไปขาย โจทก์กระทำการฉ้อฉลหลอกให้นายใหมทำนิติกรรมซื้อขาย ซึ่งได้ถูกบอกล้างแล้ว โจทก์อาศัยอยู่ในที่ดินในฐานะผู้เช่า ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยรังวัดออกโฉนดแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์นั้นเห็นว่าสภาพไม่อาจเปิดช่องให้บังคับได้ และโจทก์มีทางที่จะดำเนินการออกโฉนดได้เองอยู่แล้ว โดยใช้คำพิพากษาเป็นหลักฐานในการออกโฉนด จึงให้ยกคำขออื่นนอกจากนี้จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้จำเลยรับชำระราคาที่ดิน ๑๔,๘๐๐ บาท จากโจทก์ในวันจดทะเบียน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๒๕ จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่ชำระเงิน ๑๔,๘๐๐ บาทให้แก่จำเลย วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ ศาลชั้นต้นนัดสอบถามแล้วสั่งว่าให้โจทก์ชำระเงินที่ค้างตามคำฟ้องของโจทก์ ๑๔,๘๐๐ บาท ให้จำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยจะขอให้ศาลบังคับโจทก์ชำระเงิน ๑๔,๘๐๐ บาทเพื่อชำระค่าที่พิพาทส่วนที่เหลือได้หรือไม่พิเคราะห์แล้ว มูลกรณีเดิมนั้นศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นายใหม่ คชเดช บิดาจำเลยทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทให้โจทก์และมอบที่พิพาทให้โจทก์ครอบครองตลอดมา โจทก์ชำระค่าที่พิพาทให้นายใหมแล้วบางส่วน คงค้างชำระอีก ๑๔,๘๐๐ บาท ตกลงกันว่าโจทก์จะชำระเงินที่เหลือดังกล่าวแก่นายใหมในวันจดทะเบียนการโอนพิพากษาให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดและจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยรับชำระราคาที่ดินที่เหลืออีก ๑๔,๘๐๐ บาท จากโจทก์ในวันจดทะเบียนจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดและจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้โจทก์ นั้นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอส่วนนี้ของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์ประเด็นข้อนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ พิพากษาแก้เป็นให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเห็นว่า คำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการออกโฉนดและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่โจทก์นั้นเป็นการขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน หากศาลพิพากษาบังคับให้ตามที่โจทก์ขอ โจทก์ก็มีหน้าที่จะต้องชำระค่าที่พิพาทซึ่งยังค้างชำระอีก ๑๔,๘๐๐ บาท แก่จำเลย แต่คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้เสียแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลบังคับโจทก์ชำระเงินค่าที่พิพาทที่เหลือ ๑๔,๘๐๐ บาท โดยจำเลยมิได้ถูกบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ เป็นเรื่องที่จำเลยจะไปฟ้องเรียกเอาจากโจทก์เป็นคดีใหม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2528 นายซิ้น แสภู่ โจทก์ นายวิชัย คชเดช จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายซิ้น แสภู่ · จำเลย - นายวิชัย คชเดช
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดำริ ศุภพิโรจน์ · อำนวย อินทุภูติ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - (อ่านชื่อไม่ออก) · ศาลอุทธรณ์ - นายนิเวศน์ คำผอง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6789/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 2467/2526ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 945/2504ฎีกา 2983/2549ฎีกา 1763/2551ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1646/2519ฎีกา 1627/2505ฎีกา 39/2524ฎีกา 161/2507ฎีกา 1818/2543ฎีกา 4564/2543ฎีกา 8543/2544ฎีกา 82/2512ฎีกา 7907/2551ฎีกา 3053/2527ฎีกา 2532/2523ฎีกา 7732/2552ฎีกา 279/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา