⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 49/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 49/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริง และสามารถรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของพยานเป็นข้อประกอบการพิจารณาได้ แม้พยานจะเบิกความแตกต่างไปจากชั้นสอบสวน หรือเคยมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

การที่ ส.พยานโจทก์เบิกความต่อศาลแตกต่างจากที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนนั้น ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงแห่งคดีศาลจะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนว่าควรจะฟังได้เพียงใดหรือไม่ มิใช่ว่าพยานเบิกความอย่างไรแล้วจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานเสมอไป และไม่มีกฎหมายบทใดบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของพยานเป็นข้อประกอบการพิจารณาของศาล ส่วนจะรับฟังได้เพียงใดหรือไม่นั้นก็สุดแล้วแต่เหตุผลเป็นเรื่องๆ ไป แม้ ส. มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยในการกระทำผิดดังที่ศาลได้พิพากษาลงโทษไปแล้ว แต่ตามสำนวนการสอบสวนคดีนี้ ปรากฏว่า ส.ให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่ในฐานะผู้ต้องหาหรือจำเลย และศาลมีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนดังกล่าวเพื่อประกอบการวินิจฉัยได้อยู่แล้ว ดังนั้น ที่ศาลรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของ ส. เป็นข้อประกอบการพิจารณาของศาล จึงไม่ขัดต่อกระบวนวิธีพิจารณาความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.175 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.26 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.76

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายสุบินจำเลยในคดีอาญาของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ ๔๑๔/๒๕๒๕ ร่วมกันมีกัญชาสดจำนวน ๖๑ กระสอบ ไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗, ๒๖, ๗๖, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๒ ริบรถยนต์ของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายสุบินเบิกความว่าเมื่อตนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดี นายสุบินให้การแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่าตนมิใช่เจ้าของ หากเป็นเพียงลูกจ้างขนส่งกัญชาดังกล่าว โดยมิได้ให้การซัดทอดถึงจำเลย และหลังจากที่ถูกจับกุมได้ประมาณ ๔ เดือน พนักงานสอบสวนมาสอบปากคำเกี่ยวกับจำเลย ขณะนั้นนายสุบินมีความโกรธเคืองจำเลยเนื่องจากจำเลยไม่เคยมาเยี่ยมเยียนในระหว่างที่ตนถูกจับ จึงให้การปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นความจริงว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุเป็นผู้ใชให้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปบรรทุกกัญชาของกลาง อันเป็นการแตกต่างจากที่นายสุบินเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนคดีนี้ ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงแห่งคดีนั้นศาลจะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนว่าควรจะฟังได้เพียงใดหรือไม่ มิใช่ว่าพยานเบิกความอย่างไรแล้ว จะต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานเสมอไป และไม่มีกฎหมายบทใดบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของพยานเป็นข้อประกอบการพิจารณาของศาล ส่วนจะรับฟังได้เพียงใดหรือไม่นั้นก็สุดแล้วแต่เหตุผลเป็นเรื่อง ๆ ไป ดังที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเป็นแบบอย่างไว้แล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๑๙/๒๕๑๖ แม้นายสุบินมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยในการกระทำผิดดังที่ศาลได้พิพากษาลงโทษไปแล้วก็ตามแต่ตามสำนวนการสอบสวนคดีนี้ปรากฏว่านายสุบินให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่ในฐานะผู้ต้องหาหรือจำเลย และศาลมีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนดังกล่าวมาเพื่อประกอบการวินิจฉัยได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๕ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของนายสุบินพยานโจทก์เป็นข้อประกอบการพิจารณาของศาล จึงไม่เป็นการขัดต่อกระบวนพิจารณาความ สำหรับคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ปรากฏว่าขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ประกาศใช้บังคับและมาตรา ๔ แห่งบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติว่าให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๒๕ และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือซึ่งได้พ้นโทษไปโดยผลแห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดนั้น ๆจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษในคดีก่อนที่พระราชบัญญัติที่กล่าวมานี้ใช้บังคับจำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยถือว่าจำเลยมิได้เคยถูกลงโทษมาก่อน คดีจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามคำขอของโจทก์ได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 49/2528 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายบุญ หรือบุญส่งหรือเล็ก แซ่โง้ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา · จำเลย - นายบุญ หรือบุญส่งหรือเล็ก แซ่โง้
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิติ บูรพรรณ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ประการ กาญจนศูนย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายสายันต์ สุรสมภพ · ศาลอุทธรณ์ - นายเพียร สุมิระ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 712/2559ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1209/2523ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540ฎีกา 643/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา