คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1017/2529
ป.อาญา ม.90, 288, 290 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.212, 219
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยกับพวกซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะหยิบยกบทมาตราที่ถูกต้องขึ้นปรับคดีได้ หากมิใช่เป็นการเพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้น
ย่อคำพิพากษา
ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ส่งจำเลยไปควบคุมไว้ยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง มีกำหนด 1 ปี แม้ศาลอุทธรณ์จะปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เพิ่มอีกบทหนึ่ง ก็เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 1 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาต่างกับฟ้องก็ดี จำเลยมิได้เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้กับฝ่ายผู้ตายและผู้เสียหายก็ดี เป็นฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
กรณีวิวาทต่อสู้กันซึ่งกระทำต่อเนื่องกันไป และจำเลยร่วมกันกับพวกใช้อาวุธฝ่ายเดียวทำร้ายอีกฝ่ายจนได้รับบาดเจ็บและตาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงร่วมกับพวกทำร้ายอีกฝ่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 บทเดียว ย่อมไม่ถูกต้อง เมื่อคดีมีการอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะหยิบยกบทมาตราที่ถูกต้องขึ้นปรับคดีได้ หากมิใช่เป็นการเพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้น
เมื่อมีการตายและบาดเจ็บเกิดขึ้นในขณะวิวาทต่อสู้กันย่อมถือได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาเพียงทำร้ายฝ่ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ประกอบด้วยมาตรา 83 อีกบทหนึ่ง ต่างหากจากมาตรา 295 เท่านั้น และต้องลงโทษจำเลยตามบทนี้ที่มีโทษหนักที่สุด แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น จำเลยจึงควรรับโทษเพียงไม่เกินกว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนด
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.219 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 →
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกราว ๒๐ คน ร่วมกันใช้มีดปลายแหลมแทงนายรัชพงษ์ ซื่อมาก ตายโดยเจตนาฆ่า และร่วมกันใช้มีดปลายแหลมแทงนายสุเทพ ฉัตรเพชรพิทักษ์ ใช้กำลังทำร้ายนายอุดร สรสินทร์กับนายทองสา ศรีบุญเรือง ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๒๙๕, ๘๓
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ และมาตรา ๗๔ (๕) ให้ส่งตัวจำเลยไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางมีกำหนด ๑ ปี นับแต่วันพิพากษา ข้อหาอื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยกับพวกมีเจตนาฆ่านายรัชพงษ์ ส่วนนายสุเทพ นายอุดร นายทองสาถูกแทงและตีได้รับบาดเจ็บ ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนัก พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ส่งจำเลยไปควบคุมตัวไว้ยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางแม้ศาลอุทธรณ์จะปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ เพิ่มอีกบทหนึ่ง ก็เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๑ ปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ จำเลยฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากสำนวนว่า จำเลยและผู้ตายกับผู้เสียหายต่างมีพวกฝ่ายละหลายคน จำเลยกับพวกฝ่ายเดียวมีมีดปลายแหลมเป็นอาวุธขณะที่เข้าชุลมุนต่อสู้กัน เป็นเหตุให้อีกฝ่ายถึงแก่ความตาย ๑ คน และได้รับอันตรายแก่กาย ๓ คน เนื่องมาจากการกระทำของฝ่ายจำเลย รายละเอียดของบาดแผลปรากฏตามรายงานการตรวจศพและผลการตรวจชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้องเอกสารหมาย จ.๓๐ จ.๑๑ ถึง จ.๑๓ ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาต่างกับฟ้องก็ดี จำเลยมิได้เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้กับฝ่ายผู้ตายและผู้เสียหายก็ดีเป็นฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ในชั้นนี้คงมีปัญหาว่า เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘,๘๓ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีโทษหนักขึ้น มาปรับแก่คดีได้หรือไม่ เห็นว่า กรณีนี้เป็นการวิวาทต่อสู้กัน ซึ่งกระทำต่อเนื่องกันไปและจำเลยร่วมกันกับพวกใช้อาวุธฝ่ายเดียวทำร้ายอีกฝ่ายจนได้รับบาดเจ็บและตาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงร่วมกับพวกทำร้ายอีกฝ่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ บทเดียวย่อมไม่ถูกต้อง เมื่อคดีมีการอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะหยิบยกบทมาตราที่ถูกต้องขึ้นปรับคดีได้ หากมิใช่เป็นการเพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยร่วมกันกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าคนตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ อีกบทหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อมีการตายและบาดเจ็บเกิดขึ้นในขณะวิวาทต่อสู้กันดังกล่าวแล้วเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาเพียงทำร้ายฝ่ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ อีกบทหนึ่งเท่านั้นและต้องลงโทษจำเลยตามบทนี้ที่มีโทษหนักที่สุด แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น จำเลยจึงควรต้องรับโทษเพียงไม่เกินกว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฯลฯ
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐, ๒๙๕, ๘๓ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๙๐ ซึ่งเป็นบทหนักประกอบด้วยมาตรา ๗๔ (๓) ให้มอบตัวจำเลยแก่บิดามารดาไปดูแลโดยวางข้อกำหนด ฯลฯ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1017/2529
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
เด็กชายบุญเลิศ หรือเล่ ขำขจร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - เด็กชายบุญเลิศ หรือเล่ ขำขจร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประการ กาญจนศูนย์ · อภินย์ ปุษปาคม · สมประสงค์ พานิชอัตรา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง - นายเกรียงชัย จึงจตุรพิธ · ศาลอุทธรณ์ - นายอัมพร เดชศิริ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา