⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1408/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1408/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 ต้องเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกันโดยชัดแจ้ง และมีเจตนาที่จะกระทำความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละรายแยกออกจากกัน

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องโจทก์บรรยายโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยแยกเป็น 3 ข้อ คือ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง กับฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายอีกข้อหนึ่ง ซึ่งความผิดทั้งสามฐานเป็นคนละขั้นตอน อีกทั้งจำเลยทั้งสามก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนากระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสามแยกออกจากกัน ฉะนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83, 91 จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 ให้ลงโทษจำคุกระทงละ 3 เดือน รวม 3 กระทง รวมคนละ 9 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน 15 วัน จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ให้รับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายไว้พิจารณา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อที่ว่า จำเลยทั้งสองมิได้ใช้แป๊บเหล็กเป็นอาวุธทำร้ายผู้เสียหายทั้งสามตามที่ระบุในคำฟ้อง แต่ความจริงแล้วจำเลยทั้งสามเพียงร่วมกันใช้ไม้ไผ่เป็นอาวุธนั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสาม ต้องถือว่ามิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัย ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงชอบแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันโดยแยกเป็น 3 ข้อ คือ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง กับฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายอีกข้อหนึ่ง ซึ่งความผิดทั้งสามฐานเป็นคนละขั้นตอน อีกทั้งจำเลยทั้งสามก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนากระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสามแยกออกจากกัน ฉะนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสามทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1408/2547 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่ โจทก์ นายสวัสดิ์ มีปัญญา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่ · จำเลย - นายสวัสดิ์ มีปัญญา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวลิต ตุลยสิงห์ · พิชิต คำแฝง · ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4825/2553ฎีกา 1502/2550ฎีกา 400/2529ฎีกา 1447/2531ฎีกา 6178/2541ฎีกา 1093/2568ฎีกา 3987/2526ฎีกา 2848/2527ฎีกา 3146/2541ฎีกา 116/2503ฎีกา 1683/2523ฎีกา 255/2529ฎีกา 7945/2542ฎีกา 9026/2553ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1089/2551ฎีกา 1336/2553ฎีกา 2884/2519ฎีกา 4943/2567
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ