⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2369/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2369/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสดงเจตนาลวงจะยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นหาได้ไม่ และการครอบครองปรปักษ์จะเกิดขึ้นได้เมื่อครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี.

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องอ้างว่าได้ทำนิติกรรมยกทรัพย์พิพาทของตนให้จำเลยที่1โดยมิได้มีเจตนายกให้จริงๆแต่จำเลยที่1นำทรัพย์ดังกล่าวไปขายให้จำเลยที่3แล้วต่อมาโจทก์ได้รับจำนองทรัพย์ดังกล่าวจากจำเลยที่3ข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่านี้จะยกขึ้นต่อสู้จำเลยที่3หรือโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายแต่การแสดงเจตนาลวงนั้นหาได้ไม่ แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าตนครอบครองที่ดินทรัพย์พิพาทตลอดมาเป็นเวลาเกือบ20ปีก็ตามแต่เมื่อทำหนังสือแบ่งให้ที่ดินแก่จำเลยที่1โดยมีการจดทะเบียนที่ดินกรณีต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามป.พ.พ.มาตรา1373เมื่อนับตั้งแต่วันที่ผู้ร้องทำหนังสือแบ่งให้ที่ดินแก่จำเลยที่1ถึงวันที่ยื่นคำร้องยังไม่ถึง10ปีผู้ร้องจะอ้างว่าตนได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์ตามป.พ.พ.มาตรา1382หาไม่ได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.118 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวโจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่16518 ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างโดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้องผู้ร้องได้ทำนิติกรรมอำพรางยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยที่ 1 โดยมิได้มีเจตนายกให้จริง ๆ แล้วผู้ร้องก็ได้ครอบครองทรัพย์พิพาทด้วยความสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกือบ 20 ปี ไม่มีผู้ใดคัดค้านผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยที่ 3กับพวกร่วมกันข่มขืนใจให้จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์พิพาทให้จำเลยที่ 3และจำเลยที่ 3 กับพวกหลอกลวงว่าเมื่อเสร็จคดีแล้วจำเลยที่ 3 จะโอนทรัพย์พิพาทคืนให้ จำเลยที่ 1 จึงโอนทรัพย์พิพาทให้จำเลยที่ 3 ไปโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน อันเป็นการฉ้อฉลและเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตจำเลยที่ 3 มิได้ครอบครองทรัพย์พิพาท ทรัพย์พิพาทมิใช่ของจำเลยที่3 ขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์สินที่ยึด โจทก์ให้การว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 เพราะเดิมจำเลยที่ 1 ได้ออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นของตน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จำนองทรัพย์พิพาทไว้กับจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายทรัพย์พิพาทให้จำเลยที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้กับโจทก์ ผู้ร้องมิใช่เจ้าของทรัพย์พิพาท ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ทำนิติกรรมอำพรางยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนนิติกรรมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดผู้ร้องอ้างว่าครอบครองปรปักษ์นั้น ขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ผู้ร้องก็เป็นผู้นำชี้ให้ยึดโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านขอให้พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมพิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องไม่เคลือบคลุม และวินิจฉัยประเด็นต่อไปว่า ผู้ร้องยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด ไม่น่าเชื่อว่าเป็นการโอนให้โดยไม่มีเจตนาให้จริงดังผู้ร้องกล่าวอ้าง ผู้ร้องจึงมิใช่เจ้าของทรัพย์พิพาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้นศาลอุทธรณ์เห็นด้วยในผล พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบมาไม่ปรากฏว่ามีนิติกรรมใดที่ถูกอำพรางไว้ตามคำร้อง หากผู้ร้องมีเจตนาสมรู้กับจำเลยที่ 1 ว่ามิได้มีเจตนายกทรัพย์พิพาทให้กันจริง ๆ ซึ่งตกเป็นโมฆะ ก็มีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณี ข้อไม่สมบูรณ์อันนี้จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 3 หรือโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายแต่การแสดงเจตนาลวงนั้นหาได้ไม่ ทั้งทรัพย์พิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และนับตั้งแต่วันทำหนังสือสัญญาแบ่งให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2525 ซึ่งผู้ร้องยื่นคำร้องก็ยังไม่ถึง 10 ปี แม้จะฟังว่าผู้ร้องยังคงครอบครองทรัพย์พิพาทอยู่ตามที่กล่าวอ้าง ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ดังนั้น ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์." ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2369/2529 ธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด โจทก์ นาง เหว ธนานิยม ผู้ร้อง แพทย์ หญิง ลดาวัลย์ ชนานิยม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด · ผู้ร้อง - นาง เหว ธนานิยม · จำเลย - แพทย์ หญิง ลดาวัลย์ ชนานิยม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพจิตร วิเศษโกสิน · อาจ ปัญญาดิลก · ดำรง สายเชื้อ
แหล่งที่มาสำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 726/2493ฎีกา 3375/2532ฎีกา 273/2501ฎีกา 2749/2538ฎีกา 9788/2553ฎีกา 945/2537ฎีกา 5473/2548ฎีกา 759/2494ฎีกา 231/2482ฎีกา 1280/2492ฎีกา 107/2493ฎีกา 4415/2528ฎีกา 1578/2493ฎีกา 912/2490ฎีกา 3081/2527ฎีกา 781/2538ฎีกา 4258/2541ฎีกา 3649/2525ฎีกา 4470/2543ฎีกา 2170/2517ฎีกา 848/2534ฎีกา 4185/2547ฎีกา 824-825/2511ฎีกา 663/2488
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการ