⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2591/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมโดยศาลในภายหลัง ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงประเด็นเดิม หากประเด็นที่กำหนดเพิ่มเติมเป็นเพียงการขยายความหรือทำให้ชัดเจนขึ้นจากประเด็นเดิมที่ได้กำหนดไว้แล้ว.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นวันชี้สองสถานไว้ 2 ข้อคือ จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระเงิน 12,800 บาท ตามที่ตกลงกันต่อหน้าศาลหรือไม่และโจทก์เสียหายเพียงใด เมื่อสืบพยานเสร็จ ศาลชั้นต้นกำหนด ประเด็นขึ้น 4 ข้อแล้วพิพากษาไปในวันนั้น คือ 1. จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระเงิน 12,800 บาท ตามที่ตกลงกับโจทก์ในวันที่ 1 กันยายนหรือไม่ 2. โจทก์มีสิทธิเลิกสัญญาโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนหรือไม่ 3. โจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงโอนที่ดินให้จำเลยตามฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ 4. โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด ดังนี้ประเด็นข้อ 1 เป็นการเน้นให้ชัดลงไปว่าจำเลยผิดสัญญาในวันที่ 1 กันยายน 2524 หรือไม่เพราะประเด็นเดิมกล่าวไว้กว้าง ๆ ว่าผิดสัญญาตามที่ตกลงกันต่อหน้าศาลหรือไม่ ซึ่งการนัดชำระราคาหลังจากตกลงกันที่ศาลแล้วมีครั้งเดียวคือวันที่ 1 กันยายน 2524 เท่านั้นจึงไม่ถือว่าเป็นการกำหนดขึ้นใหม่ โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินนัดจำเลยไปรับโอนที่ดินที่ซื้อในวันที่ 1 กันยายน 2524 โดยเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2524 เจ้าหน้าที่ส่งหนังสือนั้นแก่จำเลยวันถัดมา โจทก์จึงมิได้เป็นผู้แจ้งให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้เอง จะถือว่าเจ้าพนักงานที่ดินเป็นตัวแทนหาได้ไม่ กำหนดเวลาที่ให้จำเลยชำระหนี้เพียง 4 วัน นับว่ากระชั้นชิดเกินไปไม่ใช่ระยะเวลาพอสมควรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 387 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การบอกกล่าวแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายกับจำเลยและยังไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นข้อ 3 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพิ่มเติม ไม่ขัดต่อวิธีพิจารณาเพราะรวมอยู่ในประเด็นแรกที่กำหนดไว้แต่เดิมแล้ว คือหากจำเลยไม่ผิดสัญญาย่อมมีประเด็นตามมาว่า โจทก์ต้องโอนที่ดินให้จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๒๓ จำเลยตกลงซื้อที่ดินของโจทก์เฉพาะส่วนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของที่ดินในราคา ๘๐,๐๐๐ บาท จะโอนสิทธิกันเมื่อเจ้าพนักงานได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แบ่งแยกเป็นสัดส่วนแล้ว จำเลยชำระเงินให้โจทก์ในวันทำสัญญา ๕๐,๐๐๐ บาท ที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอนสิทธิ โจทก์มอบที่ดินให้จำเลยใช้ประโยชน์ก่อนโอน ระหว่างขอแบ่งแยก ผู้ใหญ่บ้านคัดค้านว่าที่ดินที่ซื้อขายกันบางส่วนเป็นที่สาธารณะ โจทก์จำเลยตกลงกันให้ซื้อขายที่ดินส่วนที่เหลือในราคาเดิม ในวันที่โจทก์จำเลยไปโอนสิทธิกัน จำเลยไม่ยอมชำระราคาที่เหลือ ที่สุดตกลงลดราคาเหลือ๑๘,๐๐๐ บาท เมื่อหักหนี้ที่โจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่แล้วคงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระในวันโอนสิทธิ ๑๒,๘๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๒๔ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จำเลยไปโอนสิทธิกันตามที่เจ้าพนักงานกำหนด จำเลยไม่ยอมชำระราคาที่ดินเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยห้ามจำเลยเกี่ยวข้องในที่ดินอีก จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวยังเพิกเฉย หากโจทก์จะนำที่ดินที่ขายให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินที่ซื้อและส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยภายใน ๗ วันนับแต่ศาลพิพากษา ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๒๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินแก่โจทก์เสร็จ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยตกลงซื้อที่ดินจากโจทก์และค้างชำระราคาเมื่อหักที่สาธารณะและหนี้สินกันแล้วเหลือ ๑๒,๘๐๐ บาท จริง จำเลยเคยแจ้งให้โจทก์โอนสิทธิให้เสร็จ โจทก์ขอผัดผ่อน จนเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๒๔ โจทก์บอกกล่าวโดยกะทันหันให้จำเลยไปรับโอนที่ดิน จำเลยเตรียมตัวไม่ทันขอชำระราคาด้วยเช็ค โจทก์ไม่ยอมเลยเลื่อนโอนวันอื่น โจทก์ผัดผ่อนเรื่อยมา และใช้สิทธิโดยไม่สุจริตฟ้องจำเลย ที่พิพาทใช้ทำนาไม่ได้หากไม่เช่าจะได้ค่าเช่าอย่างสูงไม่เกินเดือนละ ๒๐๐ บาท โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ขอฟ้องแย้งให้โจทก์โอนสิทธิที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันแก่จำเลยและรับเงิน ๑๒,๘๐๐ บาท จากจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์แจ้งนัดโอนแก่จำเลยก่อนวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๒๔ เป็นเวลา ๑ อาทิตย์ วันนัดจำเลยมิได้ขอชำระหรือผัดชำระราคาที่ดิน แต่อย่างใด แล้วไม่เคยติดต่อกันโจทก์อีก ที่ดินพิพาทอยู่ในทำเลเหมาะกับการดูดทรายขาย จึงมีค่าเสียหายดังฟ้อง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่โจทก์ไม่ได้กำหนดระยะเวลาอันสมควรให้จำเลยชำระหนี้ ยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา โจทก์ต้องโอนสิทธิที่พิพาทให้จำเลยตามฟ้องแย้ง ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย พิพากษาให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลย และรับเงิน ๑๒,๘๐๐ บาท จากจำเลย หากโจทก์ไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับทั้งสองฝ่าย โจทก์จำเลยต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับทั้งสองฝ่าย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นวันชี้สองสถานไว้ ๒ ข้อ คือ ๑. จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระเงิน ๑๒,๘๐๐ บาท ที่ตกลงกันต่อหน้าศาลหรือไม่ ๒. โจทก์เสียหายเพียงใด เมื่อสืบพยานเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นขึ้น ๔ ข้อ แล้วพิพากษาไปในวันนั้น คือ ๑. จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระเงิน ๑๒,๘๐๐ บาท ตามที่ตกลงกับโจทก์ในวันที่๑ กันยายน ๒๕๒๔ หรือไม่ ๒. โจทก์มีสิทธิเลิกสัญญาโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนหรือไม่ ๓. โจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงโอนที่ดินให้จำเลยตามฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ ๔. โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นข้อ ๑ เป็นการเน้นให้ชัดลงไปว่าจำเลยผิดสัญญาในวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๒๔ หรือไม่ เพราะประเด็นเดิมกล่าวกว้าง ๆ ว่าผิดสัญญาตามที่ตกลงกันต่อหน้าศาลหรือไม่ ซึ่งการนัดชำระราคาหลังจากตกลงกันที่ศาลแล้วมีอยู่ครั้งเดียวคือวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๒๔ เท่านั้น จึงไม่ถือว่าเป็นการกำหนดขึ้นใหม่ ประเด็นที่ว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่นั้น โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินนัดจำเลยไปรับโอนที่ดินที่ซื้อในวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๒๔ โดยเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๒๔ เจ้าหน้าที่ส่งหนังสือนั้นแก่จำเลยวันถัดมา แสดงว่าโจทก์มิได้เป็นผู้แจ้งให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้เอง จะถือว่าเจ้าพนักงานที่ดินเป็นตัวแทนหาได้ไม่ กำหนดเวลาที่ให้จำเลยชำระหนี้เพียง ๔ วัน นับว่ากระชั้นชิดเกินไปไม่ใช่ระยะเวลาพอสมควรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๘๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การบอกกล่าวแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายกับจำเลยและยังไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้อ ๔ และ ข้อ ๒ และไม่ว่าประเด็นข้อ ๒ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพิ่มเติมจะชอบหรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ประเด็นข้อ ๓ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพิ่มเติมไม่ขัดต่อวิธีพิจารณา เพราะรวมอยู่ในประเด็นข้อแรกที่กำหนดไว้แต่เดิมแล้ว คือ หากจำเลยไม่ผิดสัญญาย่อมมีประเด็นตามมาว่าโจทก์ต้องโอนที่ดินให้จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ เมื่อจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ก็ย่อมมีหน้าที่โอนที่ดินที่ขายให้จำเลยตามฟ้องแย้ง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2529 นายปรีชา จ่าภา โจทก์ นางสาวสุกัญญา แซ่อึง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายปรีชา จ่าภา · จำเลย - นางสาวสุกัญญา แซ่อึง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปชา วรธรรมพินิจ · จุนท์ จันทรวงศ์ · อุทิศ บุญชู
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายสุรศักดิ์ วาจาสิทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิม การปลื้มจิตต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 3206/2537ฎีกา 2821/2522ฎีกา 779/2532ฎีกา 560/2553ฎีกา 685/2550ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 2501/2526ฎีกา 6239/2551ฎีกา 3350/2538ฎีกา 369/2522ฎีกา 1969/2515ฎีกา 2752/2537ฎีกา 200/2536ฎีกา 1360/2544ฎีกา 615/2531ฎีกา 6039/2537ฎีกา 2709/2538ฎีกา 541/2509ฎีกา 70/2518ฎีกา 495/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา