⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2690/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2690/2529

ป.พ.พ. ม.241, 244, 250 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.145, 148, 271 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับคดีโดยสุจริตไม่เป็นการละเมิด แม้ภายหลังคำสั่งบังคับคดีถึงที่สุดแล้ว คู่ความต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลนั้น การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ถึงที่สุดแล้ว ถือเป็นการกระทำที่นอกเหนือจากการใช้สิทธิทางศาลและอาจเป็นการละเมิดได้

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์พิพาทเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นการใช้สิทธิทางศาล จะเป็นการกระทำละเมิดต่อเมื่อกระทำโดยไม่สุจริต มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ปรากฏว่าจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์พิพาท จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทโดยสุจริตมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงหาได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่นำยึดทรัพย์ไม่ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการยึดรถยนต์คันพิพาท คดีถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งอันถึงที่สุดแล้วนั้น โดยต้องคืนรถยนต์พิพาทให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าของไม่มีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์คันพิพาทไว้อีกต่อไป ดังนี้คำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วย่อมผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความ จำเลยจะฎีกาโต้เถียงในคดีนี้ว่าตนยังมีสิทธิ์ยึดหน่วงอีกย่อมฟังไม่ขึ้น ทั้งการที่โจทก์ขอรับรถยนต์พิพาทคืนจากจำเลย ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการยึดแล้ว แต่จำเลยไม่คืนให้ มิใช่เป็นการใช้สิทธิทางศาลอีกต่อไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.287 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.241 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.244 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.250 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.421

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.287 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า บริษัทเอมเพรสแทรเวิล เซอร์วิส จำกัด ได้เช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทไปจากโจทก์แล้วผิดสัญญา ศาลมีคำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวคืนรถยนต์แก่โจทก์ ในชั้นบังคับคดี โจทก์ไปขอรถยนต์คันดังกล่าวคืนจากจำเลย จำเลยอ้างว่าบริษัทดังกล่าวนำรถไปซ่อมและค้างค่าซ่อมจึงไม่ยอมคืนให้โจทก์ ต่อมาวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๑ จำเลยนำเจ้าพนักงานศาลไปยึดรถยนต์คันดังกล่าวไว้โดยจำเลยทราบดีว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นของโจทก์ โจทก์จึงได้ขัดทรัพย์ ขอให้ปล่อย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้คืนรถยนต์ให้โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติ ได้อุทธรณ์ฎีกาตามลำดับ ศาลฎีกาสั่งให้จำเลยคืนรถยนต์คันดังกล่าวให้โจทก์ การที่จำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์ โดยโจทก์มิได้เป็นลูกหนี้จำเลย เป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๓,๐๕๗,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า บริษัทเอมเพรสแทรเวิล เซอร์วิส จำกัด ได้นำรถยนต์คันพิพาทไปว่าจ้างให้จำเลยซ่อม จำเลยจึงฟ้องบังคับศาลชั้นต้นพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวชำระหนี้ให้จำเลย บริษัทดังกล่าวไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะเอาชำระหนี้ได้ จำเลยจึงได้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งจำเลยได้ยึดหน่วงไว้โดยเข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นรถยนต์ของบริษัทดังกล่าว เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขัดทรัพย์แล้ว จำเลยก็ส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๒๒ ทันทีตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คงอุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงวินิจฉัยข้อกฎหมายเท่านั้น โจทก์ได้รับรถคืนไปในสภาพเรียบร้อย ไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้บริษัทจำเลยใช้เงินให้แก่บริษัทโจทก์เป็นเงิน ๒,๕๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์พิพาทเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นการใช้สิทธิทางศาล จะเป็นการกระทำละเมิดต่อเมื่อกระทำโดยไม่สุจริตมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ปรากฏว่าจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์พิพาท จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทโดยสุจริตมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงหาได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ตั้งแต่นำยึดทรัพย์ในวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๑ ไม่ แต่เมื่อศาลชั้นต้นให้ถอนการยึดรถยนต์คัดพิพาท คดีถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งอันถึงที่สุดแล้วนั้น โดยต้องคืนรถยนต์พิพาทให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าของไม่มีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์คันพิพาทไว้อีกต่อไป ดังนี้คำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วย่อมผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความ จำเลยจะฎีกาโต้เถียงในคดีนี้ว่าตนยังมีสิทธิยึดหน่วงอีกย่อมฟังไม่ขึ้น ทั้งการที่โจทก์ขอรับรถยนต์พิพาทคืนจากจำเลยเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๒๒ แต่จำเลยไม่คืนให้ มิใช่เป็นการใช้สิทธิทางศาลอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๒๒ เป็นต้นไปเป็นการชอบแล้ว แล้ววินิจฉัยให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๒๒ ถึงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๒๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์จำนวน ๑๗๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2690/2529 บริษัทลานนาเครดิต จำกัด โจทก์ บริษัทสยามกลการ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทลานนาเครดิต จำกัด · จำเลย - บริษัทสยามกลการ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบูรณ์ บุญภินนท์ · สุพจน์ นาถะพินธุ · ดำรง สายเชื้อ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอุดม เฟื่องฟุ้ง · ศาลอุทธรณ์ - นายชลอ กลับดี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 883/2518ฎีกา 6306/2551ฎีกา 795/2543ฎีกา 4976/2536ฎีกา 1721/2528ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1776/2512ฎีกา 5531/2534ฎีกา 246/2530ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1538/2518ฎีกา 4549/2540ฎีกา 3745/2530ฎีกา 2345/2540ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 161/2507ฎีกา 307/2513ฎีกา 1413/2508
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา