คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3716/2529
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้บัตรเครดิตโดยไม่มีสิทธิและทำให้เจ้าของบัตรต้องจ่ายเงินแก่สถานบริการ ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงเจ้าของบัตร เนื่องจากผู้เสียหายโดยตรงคือสถานบริการ ไม่ใช่เจ้าของบัตร
ย่อคำพิพากษา
ในคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง หรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง หรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้น เป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย
การที่จำเลยนำบัตรเครดิต (บัตรวีซ่า) ที่โจทก์ออกให้และห้ามจำเลยใช้ ไปใช้ต่อสถานที่รับบริการบัตรเครดิตโดยปกปิดความจริงที่ควรจะต้องแจ้งว่าจำเลยไม่มีสิทธิจะใช้บัตรเครดิตดังกล่าว ทำให้โจทก์เสียหายต้องจ่ายเงินแก่สถานบริการนั้น จำเลยได้ทรัพย์สินไปเพราะการปกปิดข้อความจริงต่อเจ้าของสถานบริการ ทรัพย์สินที่จำเลยได้ไปก็มิใช่ทรัพย์สินของโจทก์ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์
การที่โจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่สถานที่รับบริการการใช้บัตรเครดิตที่จำเลยซื้อสินค้าหรือใช้บริการแทนจำเลยตามสัญญาที่โจทก์มีกับสถานที่รับบริการบัตรเครดิต เป็นความเสียหายที่โจทก์ได้รับในทางแพ่งไม่ใช่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการที่จำเลยหลอกลวงหรือปกปิดไม่แจ้งความจริงการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยตรงต่อสถานบริการนั้น ๆ กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำต่อโจทก์ แม้โจทก์จะต้องจ่ายเงินให้แก่สถานบริการ ก็ไม่ทำให้โจทก์เป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ออกบัตรวีซ่า (ซึ่งเป็นเครดิตอย่างหนึ่ง) ให้จำเลย เพื่อให้จำเลยมีสิทธิใช้บัตรวีซ่าชำระค่าสินค้า ค่าบริการตามจำนวนไม่เกินที่โจทก์กำหนด ต่อมาโจทก์ห้ามจำเลยใช้บัตรวีซ่าของโจทก์ แต่จำเลยยังทำนำไปใช้แก่สถานรับบริการบัตรวีซ่าอีกหลายแห่ง โดยปกปิดความจริงว่า จำเลยไม่มีสิทธิใช้และได้รับทรัพย์สินไปจำนวน ๑๑๔ ครั้ง เป็นเงิน ๓๐๘,๕๓๑ บาท ๑๕ สตางค์ โจทก์ต้องเสียหายในการจ่ายเงินแทนจำเลยตามข้อตกลงที่โจทก์มีกับสถานรับบริการบัตรวีซ่า ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๙๑
ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้อง แต่พอถึงวันนัด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงงดไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า เป็นการผิดสัญญาทางแพ่งสถานบริการไม่เสียหายเพราะโจทก์จ่ายเงินแล้ว จำเลยไม่ได้หลอกลวงโจทก์พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์และจำเลยเป็นเรื่องของการผิดสัญญา โจทก์ต้องว่ากล่าวกับจำเลยทางแพ่ง ส่วนคำฟ้องที่อ้างว่าจำเลยกระทำต่อสถานที่รับบริการนั้น ผู้เสียหายโดยตรงคือเจ้าของสถานรับบริการ โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒(๔) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์นั้นศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องไปเลยโดยไม่ได้นัดไต่สวนมูลฟ้องหรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องหรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้น เพราะเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิจารณาถึงการกระทำของจำเลยตามฟ้องแล้วมีความเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการผิดสัญญาในทางแพ่งจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง เพราะการไต่สวนมูลฟ้องไม่ทำให้ข้อเท็จจริงตามฟ้องเปลี่ยนแปลงไปได้ การพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ
ส่วนปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์หรือไม่นั้น ปัญหาข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยได้ใช้บัตรวีซ่าเกินวงเงินที่โจทก์ให้สิทธิแก่จำเลยแล้ว โจทก์ได้ให้พนักงานของโจทก์ไปแจ้งให้จำเลยไปชำระหนี้แก่โจทก์ ห้ามไม่ให้จำเลยใช้บัตรวีซ่าของโจทก์อีกต่อไป และขอบัตรวีซ่าคืนด้วย แต่จำเลยใช้อุบายหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดความจริงว่าจำเลยจะนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์ ส่วนบัตรวีซ่านั้นจำเลยไม่ได้เอามา แต่แล้วจำเลยได้นำบัตรวีซ่าไปชำระค่าสินค้าและค่าอาหารแก่สถานที่รับบริการบัตรวีซ่าของโจทก์โดยปกปิดความจริงที่ควรจะต้องแจ้งว่า จำเลยไม่มีสิทธิที่จะใช้บัตรวีซ่าของโจทก์ชำระแทนเงินสด การปกปิดดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากสถานรับบริการบัตรวีซ่าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องจ่ายเงินให้แก่สถานบริการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์แล้วนั้น เห็นว่าจำเลยได้ทรัพย์สินไปเพราะการปกปิดข้อความจริงต่อเจ้าของสถานบริการ ทรัพย์สินที่จำเลยได้ไปก็มิใช่ทรัพย์สินของโจทก์ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์
ปัญหาต่อไปที่ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่นั้น โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ได้ตกลงกับสถานที่รับบริการการใช้บัตรวีซ่าของโจทก์ว่าเมื่อมีผู้ถือบัตรวีซ่าของโจทก์ซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการแล้วให้ถือเสมือนว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อหรือใช้บริการนั้น ให้มารับเงินจากโจทก์ได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยนำบัตรวีซ่าของโจทก์ไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการ จึงเรียกใได้ว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการนั้น และโจทก์เป็นผู้จ่ายเงิน โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงนั้นเห็นว่าความเสียหายดังที่ฎีกานั้น เป็นความเสียหายที่โจทก์ได้รับในทางแพ่งคือความเสียหายในการที่ต้องจ่ายเงินให้แก่สถานที่รับบริการใช้บัตรวีซ่าที่จำเลยซื้อสินค้าหรือใช้บริการแทนจำเลยตามสัญญาที่โจทก์มีกับสถานที่รับบริการบัตรวีซ่านั้นซึ่งไม่ใช่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการที่จำเลยหลอกลวงหรือปกปิดไม่แจ้งความจริงแต่อย่างใด และการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยตรงต่อสถานบริการนั้น ๆ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำต่อโจทก์ ถึงแม้โจทก์จะต้องจ่ายเงินให้แก่สถานบริการดังที่ฎีกา ก็ไม่ทำให้โจทก์เป็นผู้เสียหายตาม มาตรา ๒(๔) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3716/2529
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด โจทก์
นายพงษ์เทพ โอสถ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด · จำเลย - นายพงษ์เทพ โอสถ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เสรี แสงศิลป์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายพินิจ ฉิมพาลี · ศาลอุทธรณ์ - นายสุเมธ สุทธิวาทนฤพุฒิ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา