⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4312/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4312/2529

ป.อาญา ม.317

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มุ่งเอาตัวบุคคลไปเป็นตัวประกันเพียงระยะเวลาสั้นๆ โดยไม่ได้มีเจตนาพรากไปจากผู้ดูแลถาวร ไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นโรคประสาทหลอนกลัวคนจะทำร้าย ได้อุ้มเอาผู้เสียหายซึ่งอยู่กับบิดาในสวนจตุจักรไปเป็นตัวประกันโดยเมื่อถึงสถานีขนส่งสายเหนือฝั่งถนนตรงกันข้ามแล้วก็จะปล่อย จำเลยหาได้มีเจตนาพรากผู้เสียหายไปจากความดูแลของบิดาไม่ เพียงแต่กระทำไปโดยประสงค์ที่จะเอาตัวผู้เสียหายไปเป็นตัวประกันในระยะเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งบิดาผู้เสียหายก็ยังคงติดตามไปด้วย ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.317 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๒๕ ระหว่างเวลากลางวันและกลางคืนหลังเที่ยงติดต่อกัน จำเลยได้พาอาวุธมีดติดตัวไปในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และจำเลยได้พรากเด็กหญิงเอกนารี คูเขตตไพศาล อายุยังไม่เกินสิบสามปี ไปเสียจากนายวุฒิไกร คูเขตตไพศาล ผู้เป็นบิดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร เมื่อนายวุฒิไกรขอให้จำเลยปล่อยตัวจำเลยกลับหน่วงเหนี่ยวและใช้อาวุธมีดจี้ที่คอและขู่จะฆ่าเด็กหญิงเอกนารี เป็นเหตุให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและจำเลยได้พยายามฆ่าเด็กหญิงเอกนารีด้วยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๓๑๐, ๓๑๗, ๓๗๑ และริบมีดของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๐, ๓๑๗, ๓๗๑ ความผิดตามมาตรา ๓๑๐, ๓๑๗ เป็นกรรมเดียวลงโทษตามมาตรา ๓๑๗ จำคุก ๔ ปี ความผิดตามมาตรา ๓๗๑ ปรับ ๑๐๐ บาท รวมจำคุก ๔ ปี ปรับ ๑๐๐ บาท ข้อหาพยายามฆ่าให้ยกฟ้อง ริบมีดของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๓๑๗และ ๓๗๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๑๐ จำคุก ๑ ปีส่วนข้อหาตามมาตรา ๓๑๗ และ ๓๗๑ ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นโรคประสาทหลอนตอนเกิดเหตุเข้าใจว่ามีคนจะทำร้าย จำเลยจึงอุ้มเอาผู้เสียหายซึ่งอยู่กับนายวุฒิไกรบิดาในสวนจตุจักรไปเป็นตัวประกัน โดยเมื่อถึงสถานีขนส่งสายเหนือแล้วก็จะปล่อยผู้เสียหาย ขณะนั้นนายวุฒิไกรยังคงติดตามไปด้วย แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่จะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ นั้น ต้องเป็นกรณีพรากผู้เยาว์ไปให้พ้นจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ซึ่งเป็นการแยกเอาผู้เยาว์ไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล แต่การกระทำของจำเลยเพียงเพื่อจะนำผู้เสียหายไปเป็นประกันเนื่องจากกลัวคนจะทำร้าย โดยเมื่อถึงสถานีขนส่งสายเหนือฝั่งถนนตรงกันข้ามแล้วก็จะปล่อยผู้เสียหาย จำเลยหาได้มีเจตนาที่จะพรากผู้เสียหายไปจากความดูแลของนายวุฒิไกรบิดาไม่ เพียงแต่ประสงค์ที่จะเอาผู้เสียหายไปเป็นประกันในระยะเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนายวุฒิไกรก็ยังคงติดตามไปด้วย ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้ในส่วนความผิดอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4312/2529 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายตุ๊ ไชยศรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายตุ๊ ไชยศรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · อภินย์ ปุษปาคม · ชวลิต นราลัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายวีระชัย สูตรสุวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิชิต พรหมพิทักษ์กุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1400/2538ฎีกา 2580/2563ฎีกา 4529/2545ฎีกา 1774/2536ฎีกา 4385/2562ฎีกา 5557/2555ฎีกา 1880/2546ฎีกา 34/2521ฎีกา 2191/2522ฎีกา 1366/2564ฎีกา 2982/2562ฎีกา 1609/2563ฎีกา 261/2534ฎีกา 2561/2562ฎีกา 6065/2545ฎีกา 3152/2543ฎีกา 7290/2558ฎีกา 743/2540ฎีกา 4287/2548ฎีกา 13045/2553ฎีกา 2492/2552ฎีกา 489/2561ฎีกา 216/2564ฎีกา 5485/2562
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา