⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6065/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามกฎหมายบทอื่นที่แตกต่างจากที่โจทก์ฟ้องได้ หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาได้พิสูจน์ความผิดตามกฎหมายบทนั้น และการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

ย่อคำพิพากษา

จำเลยพาผู้เสียหายมากรุงเทพมหานครแล้วพาผู้เสียหายไปพักโรงแรมที่จำเลยทำหน้าที่เป็นแม่บ้านอยู่ประมาณ 3 เดือน จำเลยมิได้ชักนำผู้เสียหายไปค้าประเวณีในทันที ขณะจำเลยกระทำความผิดนั้น ผู้เสียหายมีอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่าสิบห้าปีโดยหญิงนั้นสมัครใจยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง และตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาโดยชัดแจ้ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215และ 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.282 ประมวลกฎหมายอาญา ม.283 ประมวลกฎหมายอาญา ม.286 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.9

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากเด็กหญิง น. ผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษไปจากนายบรรจงบิดา เพื่อการอนาจาร และเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาล่อไป หรือชักพาไปซึ่งผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ด้วยการพาไปที่ท้องสนามหลวงโรงแรมศิริพงษ์ โรงแรม 39โรงแรมเวียงสำราญและโรงแรมยูเนียน หลายครั้งโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายให้ถึงแก่ชีวิต ข่มขืนใจผู้เสียหายให้ค้าประเวณีกับผู้อื่น จนผู้เสียหายยินยอมจำเลยอายุกว่า 16 ปี ไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับการดำรงชีพและอยู่ร่วมกับผู้เสียหายซึ่งค้าประเวณีที่โรงแรมจูนอพาร์ตเมนต์ และโรงแรมอื่น ๆ รับเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นจากรายได้ของผู้เสียหายซึ่งค้าประเวณี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 283, 284, 286, 309, 317 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9, 12 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283วรรคสาม, 284 วรรคแรก, 286, 309, 317 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 กระทงแรกฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร วางโทษจำคุก 12 ปีกระทงที่สองและกระทงที่สาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท กระทงที่สองลงโทษฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเป็นบทหนัก วางโทษจำคุก 15 ปี กระทงที่สามฐานดำรงชีพจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี วางโทษจำคุก12 ปี กระทงที่สองจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุก 10 ปี รวมลงโทษจำคุก 34 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง น. ผู้เสียหายเป็นบุตรนายบรรจงและนางบุญมี เกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2525 เมื่อต้นปี 2540นางบุญมีถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายได้พักอาศัยอยู่กับนายบรรจงที่บ้านพักจังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2540 จำเลยพาผู้เสียหายออกจากบ้านพักไปอยู่ที่กรุงเทพมหานครต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2542 ผู้เสียหายและนายเปลี่ยน แดงหวาน เจ้าหน้าที่กองคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กได้เข้าแจ้งความต่อร้อยตำรวจโทสวัสดิ์ ภักดี เจ้าพนักงานตำรวจประจำกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชนว่า จำเลยได้พาตัวผู้เสียหายไปค้าประเวณีที่บริเวณสนามหลวงและได้นำร้อยตำรวจโทสวัสดิ์ไปจับกุมจำเลยคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดดังโจทก์ฟ้องหรือไม่โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2540 จำเลยเป็นผู้พาผู้เสียหายออกจากบ้านไปอยู่กับจำเลยที่กรุงเทพมหานคร และโจทก์มีนายบรรจงบิดาผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันประกอบว่า เมื่อนายบรรจงกลับจากทำงานมาถึงบ้านและทราบจากเพื่อนบ้านว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปจากบ้านซึ่งนายบรรจงเข้าใจว่าจำเลยไปเที่ยวบ้านเพื่อน ต่อมาประมาณ 2 ถึง 3 วัน จำเลยได้โทรศัพท์มาบอกนายบรรจงว่าจำเลยไปพักอยู่แถวบางนาและจะให้ผู้เสียหายไปเลี้ยงเด็กและอีกประมาณครึ่งเดือนจะพาผู้เสียหายกลับบ้าน แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยก็ไม่พาผู้เสียหายมาส่ง หลังจากนั้นจำเลยได้โทรศัพท์มาบอกว่าจะพาผู้เสียหายมาส่งอีกแต่ก็ไม่มาและไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย นายบรรจงจึงออกติดตามหาผู้เสียหายตามสถานทีที่จำเลยเคยไปพัก แต่ก็ไม่พบตามทางนำสืบของจำเลย จำเลยก็รับว่าจำเลยเป็นผู้พาผู้เสียหายมายังกรุงเทพมหานครโดยอ้างว่านายบรรจงบอกให้จำเลยพาผู้เสียหายมาด้วยเพื่อหางานทำ แต่ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวขัดกับที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนที่ว่าจำเลยพาผู้เสียหายมากรุงเทพมหานครโดยไม่ได้บอกนายบรรจง ซึ่งเป็นบิดาของผู้เสียหายแต่อย่างใด คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวจำเลยกล่าวอ้างเพียงว่า จำเลยอ่านหนังสือไม่ออกเจ้าพนักงานตำรวจนำเอากระดาษเปล่ามาให้ลงลายมือชื่อ จำเลยจึงพิมพ์ลายนิ้วมือโดยขณะนั้นยังไม่มีข้อความ เป็นการกล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน ทั้งพิเคราะห์ข้อความในคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวแล้ว เห็นว่ามีข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดซึ่งไม่น่าเชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะเขียนขึ้นเองได้ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือจึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยประกอบเพื่อพิเคราะห์สอดส่องข้อเท็จจริงแห่งคดีได้ ข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และคดียังได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่า เมื่อจำเลยพาผู้เสียหายมายังกรุงเทพมหานครแล้ว จำเลยได้พาผู้เสียหายไปพักที่โรงแรมฮอลลีวู๊ดที่จำเลยทำหน้าที่เป็นแม่บ้านอยู่ประมาณ 3 เดือน จำเลยมิได้ชักนำผู้เสียหายไปค้าประเวณีในทันที และเมื่อไม่ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปที่โรงแรมดังกล่าวเพราะเหตุสมควรประการใดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยได้พรากผู้เสียหายซึ่งขณะจำเลยกระทำความผิดวันที่ 12 สิงหาคม 2540 นั้น ผู้เสียหายมีอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากนายบรรจงผู้เป็นบิดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก เท่านั้น หาได้มีความผิดตามมาตรา 317 วรรคสาม ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยชักพาผู้เสียหายไปค้าประเวณีโดยการบังคับข่มขืนใจผู้เสียหายนั้น โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อย้ายจากโรงแรมฮอลลีวู๊ดซึ่งจำเลยและผู้เสียหายพักอยู่ที่โรงแรมดังกล่าวประมาณ 3 เดือน มาพักที่โรงแรม 39 ใกล้กับสนามหลวงแล้วจำเลยได้พาผู้เสียหายไปเร่ค้าประเวณีโดยไปนั่งที่บริเวณสนามหลวง และจำเลยเป็นผู้ตกลงและเก็บเงินสินจ้างจากผู้ที่ต้องการร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า หลังจากทำงานที่โรงแรมฮอลลีวู๊ดแล้ว จำเลยได้รู้จักกับนายอู๊ดและต่อมาจำเลยได้ไปอยู่กินกับนายอู๊ดที่บ้านพักแถวบริเวณบางบอนโดยจำเลยได้พาผู้เสียหายไปอยู่ด้วย ต่อมาจำเลยมีเรื่องทะเลาะกับเพื่อบ้านและเกรงว่าจะถูกทำร้ายจึงได้มาพักอยู่ที่โรงแรมจูนอพาร์ตเมนต์ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณท่าพระจันทร์ที่นายอู๊ดประกอบอาชีพรับซื้อขายพระอยู่โดยผู้เสียหายก็ได้มากับจำเลยด้วย หลังจากนั้นผู้เสียหายได้ไปช่วยนางน้อยขายน้ำอ้อยที่สนามหลวงในเวลากลางคืน ต่อมาผู้เสียหายขอไปอยู่ที่บ้านนางน้อยจำเลยไม่ยินยอมผู้เสียหายไม่พอใจและออกจากที่พักไป จำเลยไปตามผู้เสียหาย แต่นางน้อยไม่ยอมให้ผู้เสียหายกลับและบอกว่าจะให้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลย ต่อมาก็มีเจ้าพนักงานตำรวจมาจับจำเลยขณะนั่งรอนายอู๊ดซื้อพระอยู่แถวเยาวราช ซึ่งแตกต่างขัดกับที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนที่ว่า หลังจากจำเลยพาผู้เสียหายไปอยู่ที่โรงแรมฮอลลีวู๊ดแล้วจำเลยและผู้เสียหายได้ไปเที่ยวที่สนามหลวงและผู้เสียหายบอกจำเลยว่าจะค้าประเวณีต่อมาจำเลยและผู้เสียหายได้ไปที่สนามหลวงและเมื่อมีผู้ต้องการร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายก็จะตกลงสินจ้างกับบุคคลผู้นั้นเองและเมื่อได้เงินสินจ้างแล้วผู้เสียหายจะนำเงินมาไว้ที่จำเลยก่อนแล้วจึงจะไปร่วมประเวณีกับผู้ที่มาติดต่อ เห็นว่าข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวที่เจือสมกับคำเบิกความของผู้เสียหายนั้นกลับทำให้รูปคดีมีเหตุน่าเชื่อว่าในขณะที่จำเลยเป็นผู้ชักพาผู้เสียหายไปเร่ค้าประเวณีที่บริเวณสนามหลวงนั้น เป็นช่วงหลังจากผู้เสียหายออกจากบ้านมาแล้ว 3 เดือน จึงเป็นเดือนพฤศจิกายน ดังนั้นผู้เสียหายจึงมีอายุเกินสิบห้าปีแล้ว แต่ที่ผู้เสียหายเบิกความด้วยว่าเหตุที่ผู้เสียหายออกไปเร่ค้าประเวณีเป็นเพราะถูกจำเลยบังคับขืนใจโดยจำเลยบอกว่าหากไม่ค้าประเวณีจะไม่พากลับบ้านและจะฆ่า และเมื่อได้เงินสินจ้างจากการค้าประเวณีในแต่ละครั้งจำเลยจะเป็นผู้เก็บไว้ไม่ให้ผู้เสียหาย และนอกจากจำเลยจะนำผู้เสียหายไปพักที่โรงแรม 39แล้ว จำเลยยังพาผู้เสียหายไปพักอยู่ที่โรงแรมอื่น เช่น โรงแรมยูเนี่ยน โรงแรมศิริพงษ์และโรงแรมจูนอพาร์ตเมนต์ เหตุที่ย้ายโรงแรมบ่อยเนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าโรงแรมนั้นโจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมาสนับสนุน คงมีเพียงคำเบิกความของผู้เสียหายที่กล่าวอ้างไว้ลอย ๆ เท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และเมื่อพิจารณาถึงบริเวณสนามหลวงที่จำเลยชักพาผู้เสียหายไปเร่ค้าประเวณีนั้น ก็เป็นที่สาธารณะมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาพลุกพล่านหากผู้เสียหายไม่สมัครใจที่จะค้าประเวณีตามที่จำเลยขู่บังคับให้กระทำแล้ว ผู้เสียหายย่อมจะขัดขืนและขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่ผ่านไปมานั้นได้ แต่ผู้เสียหายก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะถูกจำเลยบังคับขืนใจให้ทำการค้าประเวณีดังที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง และคดีนี้แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยขู่เข็ญหรือใช้วิธีข่มขืนใจตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่าสิบห้าปีโดยหญิงนั้นสมัครใจยินยอมเอง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ศาลก็มีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 จำเลยจึงคงมีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่าสิบห้าปี โดยหญิงนั้นสมัครใจยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง และตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยหาได้มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม, 284 วรรคแรก, 309 วรรคแรกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสามและวรรคสี่ ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้บังคับขืนใจผู้เสียหายให้ค้าประเวณีแล้วเป็นผู้เก็บเงินสินจ้างจากการค้าประเวณีไว้ไม่ให้แก่ผู้เสียหาย และจำเลยพาผู้เสียหายไปพักตามโรงแรมต่าง ๆ หลายแห่งเนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าโรงแรมดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นทั้งคดียังได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่าในช่วงที่ผู้เสียหายพักอยู่กับจำเลยและทำการค้าประเวณี จำเลยมีสามีและช่วยสามีจำเลยซื้อขายพระ ซึ่งเจือสมกับข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ว่า นายอู๊ดสามีของจำเลยมีอาชีพรับซื้อขายพระและมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูจำเลยและผู้เสียหาย น่าเชื่อว่าจำเลยและสามีได้ประกอบอาชีพและมีรายได้จากการรับซื้อขายพระดังที่จำเลยกล่าวอ้างประกอบกับโจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมานำสืบให้เห็นว่ารายได้ของจำเลยดังกล่าวไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีพอีกด้วยแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยซึ่งมีอายุกว่าสิบห้าปีและไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับการดำรงชีพ ได้ร่วมกินอยู่หลับนอนกับผู้เสียหายซึ่งค้าประเวณีและรับเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นจากรายได้ของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แม้ความผิดข้อหานี้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในฎีกาโดยชัดแจ้ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิด ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบด้วย มาตรา 215 และมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282วรรคสอง, 317 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีพ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรจำคุก9 ปี ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยหญิงนั้นยินยอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปีรวม 2 กระทง จำคุก 21 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 14 ปี ความผิดข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2545 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาง พรเพ็ญ แป้นเพชร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาง พรเพ็ญ แป้นเพชร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุภิญโญ ชยารักษ์ · วิชา มหาคุณ · วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 7651/2552ฎีกา 616/2484ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ