⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 577/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 577/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ขายบ้านที่โจทก์ยกให้ไปโดยพลการ เนื่องจากมีเหตุจำเป็นและเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้แล้ว ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยากันอย่างร้ายแรง. การสืบพยานนอกเหนือจากที่บรรยายในฟ้อง ศาลจะนำมาวินิจฉัยเป็นเหตุแห่งการฟ้องหย่าไม่ได้. การที่ภรรยาต่อว่าสามีเรื่องความเจ้าชู้และดื่มสุรา แม้จะทำให้เกิดการทะเลาะกันบ้าง แต่หากสามีเป็นฝ่ายก่อเหตุเสียเอง การกระทำของภรรยาเช่นนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นผู้ประพฤติชั่วอันทำให้สามีได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยเป็นสามีภรรยากัน โจทก์แยกไปอยู่กับมารดาของโจทก์โดยยกทรัพย์สินและบ้านให้จำเลยทั้งหมด ปล่อยให้จำเลยอยู่ที่บ้านดังกล่าวกับบุตรตามลำพัง โจทก์มิได้เคยส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูเยี่ยงสามีภรรยาและบิดามารดากับบุตรที่ดินที่ปลูกบ้านเป็นของบุคคลอื่นซึ่งต้องการที่ดินคืน โจทก์มิได้ไปมาหาสู่จำเลย การที่จำเลยขายบ้านหลังนี้ไปโดยพลการมิได้ปรึกษาหารือโจทก์ โดยจำเลยมีเหตุจำเป็นดังกล่าว และเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้แก่จำเลยแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภรรยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จะยกเอาเป็นข้ออ้างเป็นเหตุในการฟ้องหย่าจำเลยหาได้ไม่ โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าโจทก์ทนอยู่กับจำเลย ต่อมาจนถึงปี พ.ศ. 2511 โจทก์จึงแยกไปอยู่ที่อื่นโดยยอมยกทรัพย์สินและบ้านเรือนทั้งหมดให้จำเลย แล้วมิได้ติดต่ออยู่กินกันอีกเลย และจากนั้นโจทก์บรรยายฟ้องถึงจำเลยนำบ้านไปขายโดยพลการ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเลยว่า หลังจากแยกกันอยู่แล้วจำเลยตามไปรังควานโจทก์ ฉะนั้นการที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยไปทำลายประตูบ้านโจทก์และเอาอุจจาระไปป้ายที่นอนของโจทก์ จึงเป็นการสืบนอกฟ้อง ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยเป็นเหตุหย่าให้โจทก์ไม่ได้ โจทก์เป็นคนชอบดื่มสุราและเจ้าชู้ การที่จำเลยรู้เรื่องราวจากภายนอกแล้วนำมาต่อว่าโจทก์เป็นครั้งคราว จริงบ้างไม่จริงบ้างแล้วทะเลาะกัน เช่นนี้โจทก์มีส่วนเป็นผู้ก่อเหตุอยู่บ้าง การที่จำเลยต่อว่าถึงเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ภรรยามีความรักสามี โจทก์อยู่ในฐานะที่จะป้องกันเหตุเหล่านี้มิให้เกิดขึ้นได้โดยการละเว้นความประพฤติดังกล่าว ก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะหึงหวงโจทก์ต้องทะเลาะกันดังนั้นการกระทำของจำเลยยังไม่ถึงขั้นเป็นผู้ประพฤติชั่วอันทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือได้รับความดูถูกเกลียดชังหรือได้รับความเดือดร้อนจนเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1516

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสเกิดบุตรด้วยกัน ๕ คน จำเลยเป็นคนขี้หึงและปากร้าย ได้ทะเลาะด่าว่าล่วงเกินโจทก์และบิดาโจทก์เนือง ๆ เพื่อให้โจทก์ได้รับความอับอายโดยมิได้ให้เกียรติโจทก์และบิดามารดาโจทก์ ออกปากขับไล่โจทก์ตลอดมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๑๑ โจทก์แยกไปอยู่ที่อื่นโดยยอมยกทรัพย์สินและบ้านเรือนให้จำเลยทั้งหมด แล้วมิได้ติดต่ออยู่กินกันจนบัดนี้ ภายหลังจำเลยได้ขายบ้านที่ร่วมกันปลูกในที่ดินที่เช่านั้นไป และอพยพไปอยู่ที่อื่น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาต่อโจทก์อย่างร้ายแรง ขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ประพฤติชั่ว ไม่เคยหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์มีภรรยาใหม่ และจงใจละทิ้งร้างจำเลย โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลย ศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตร ทำให้จำเลยลำบากในการดำรงชีพประกอบเจ้าของที่ดินต้องการที่ดินคืน จำเลยจึงต้องขายบ้านเพื่อนำเงินมาเลี้ยงดูบุตร ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ การที่จำเลยขายบ้านไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยากัน ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยได้รังควานโจทก์ จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์ที่โจทก์ฎีกาว่า การขายบ้านหลังโรงพยาบาลโพธารามที่จำเลยอยู่อาศัยไปโดยพลการถือว่าจำเลยกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิที่หย่ากับจำเลยได้นั้นในปัญหานี้ ได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ว่า' โจทก์ทนอยู่กับจำเลยจนถึง พ.ศ. ๒๕๑๑ โจทก์จึงแยกไปอยู่ที่อื่น โดยยอมยกทรัพย์ทรัพย์สินและบ้านให้จำเลยทั้งหมด' ประกอบกับตามข้อนำสืบของโจทก์และจำเลยฟังได้ว่า หลังจากโจทก์แยกไปอยู่กับมารดาของโจทก์แล้ว คงปล่อยให้จำเลยอยู่บ้านหลังโรงพยาบาลโพธารามพร้อมกับบุตรตามลำพังทั้งปรากฏว่าโจทก์มิได้เคยส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรเยี่ยงสามีภรรยาและบิดามารดากับบุตร นอกจากนี้ยังปรากฏอีกว่าที่ดินที่ปลูกบ้านเป็นที่ดินของคนอื่นซึ่งต้องการที่ดินคืน โจทก์มิได้ไปมาหาสู่จำเลย จำเลยได้ขายบ้านหลังนี้ไปโดยพลการมิได้ปรึกษาหารือโจทก์โดยจำเลยมีเหตุจำเป็นดังกล่าวข้างต้นและเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้แก่จำเลยแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำตนที่เป็นปฏิปักต์ต่อการที่เป็นสามีหรือภรรยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จะยกเอาเป็นข้ออ้างเป็นเหตุในการฟ้องหย่าจำเลยหาได้ไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำสืบว่าหลักจากโจทก์แยกกันไปอยู่ที่อื่นแล้วจำเลยตามไปรังควานโจทก์อีกไม่เป็นการสืบนอกฟ้องนั้น ศาลฎีกาตรวจฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า โจทก์ทนอยู่กับจำเลยต่อมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๑ โจทก์จึงแยกไปอยู่ที่อื่นโดยยอมยกทรัพย์สินและบ้านเรือนทั้งหมดให้จำเลย แล้วมิได้ติดต่ออยู่กินกันอีกเลย และจากนั้นโจทก์ก็บรรยายฟ้องถึงจำเลยนำบ้านไปขายโดยพลการ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเลยว่าหลังจากแยกกันอยู่แล้วจำเลยตามไปรังควานโจทก์แต่ประการใดฉะนั้นการที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยตามไปทำลายประตูบ้านโจทก์และเอาอุจจาระไปป้ายที่นอนของโจทก์ จึงเป็นการสืบนอกฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่อาจนำมาวินิจฉัยว่า เป็นเหตุหย่าให้โจทก์ได้ โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่านายทวีศักดิ์ จิตรธรรมพงศ์ พยานจำเลยเองเบิกความว่า 'จำเลยเป็นคนขี้หึงพอได้ข่าวมาก็โวยวายบางครั้งบางคราวจะจริงหรือไม่จริงก็ทะเลาะกัน' จึงเป็นเหตุหย่าได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ได้พาหญิงอื่นมาอยู่ร่วมฉันสามีภรรยากับโจทก์ ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์เป็นคนชอบดื่มสุราและเป็นคนเจ้าชู้ชอบติดพันหญิงอื่นฐานชู้สาว การที่จำเลยได้ไปรู้เรื่องราวจากภายนอกแล้วจำเลยได้นำมาต่อว่าโจทก์เป็นครั้งคราว จริงบ้างไม่จริงบ้างแล้วทะเลาะกัน เช่นนี้เห็นว่าโจทก์มีส่วนเป็นผู้ก่อเหตุอยู่บ้าง การที่จำเลยต่อว่าต่อขานถึงเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของธรรมดาที่ภรรยามีความรักต่อสามี โจทก์อยู่ในฐานะที่จะป้องกันเหตุเหล่านี้มิให้เกิดขึ้นโดยการละเว้นความประพฤติดังกล่าวข้างต้นก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะหึงหวงโจทก์จนต้องทะเลาะกัน ดังนั้นการกระทำของจำเลยยังไม่ถึงขั้นจำเลยเป็นผู้ประพฤติชั่วอันทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือได้รับความดูถูกเกลียดชังหรือได้รับความเสียหายเดือดร้อนจนเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 577/2529 นายทวี แซ่เจี่ย หรือจิตรธรรมพงศ์ โจทก์ นางตั้งเพ็กเอ็ง แซ่ตั้ง หรือจิตรธรรมพงศ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายทวี แซ่เจี่ย หรือจิตรธรรมพงศ์ · จำเลย - นางตั้งเพ็กเอ็ง แซ่ตั้ง หรือจิตรธรรมพงศ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุชาติ จิวะชาติ · เสรี แสงศิลป์ · อำนวย เปล่งวิทยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดราชบุรี - นายเรวัตร อิศราภรณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประมาณ ชันซื่อ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3731/2533ฎีกา 2341/2519ฎีกา 6856/2541ฎีกา 1971/2494ฎีกา 3188/2529ฎีกา 6039/2545ฎีกา 789/2515ฎีกา 364/2536ฎีกา 1701/2538ฎีกา 4982/2541ฎีกา 5445/2537ฎีกา 4404/2565ฎีกา 301/2520ฎีกา 5615/2537ฎีกา 6190/2540ฎีกา 3643/2537ฎีกา 963/2544ฎีกา 2058/2520ฎีกา 3068/2539ฎีกา 9151/2539ฎีกา 2755/2565ฎีกา 2074/2529ฎีกา 243/2497ฎีกา 2958/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา