⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 676/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นศาล แม้คดีมีอัตราโทษสูง โจทก์ก็ยังต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดจริง. คำรับสารภาพนอกศาลที่จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นศาล ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลรับฟังลงโทษจำเลยได้.

ย่อคำพิพากษา

คดีความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งมีอัตราโทษสูงแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพต่อศาลโจทก์ก็ยังต้องนำพยานมาสืบให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริงศาลจึงจะลงโทษจำเลยได้ลำพังคำรับสารภาพนอกศาลแต่ในชั้นศาลจำเลยให้การปฏิเสธย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลรับฟังลงโทษจำเลยได้การที่โจทก์ส่งคำให้การพยานชั้นสอบสวนแต่นำตัวพยานมาเบิกความต่อศาลไม่ได้จำเลยไม่มีโอกาสซักค้านพยานดังกล่าวคำให้การพยานในชั้นสอบสวนจึงไม่มีน้ำหนัก.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีและพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านฐานฆ่านายอัมพร รังศิษฐ์ และฐานพยายามฆ่านายดาวเรือง เดชะแก้วและนายอุเทน เทอดไทย โดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นฐานมีและพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ ลงโทษฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 20 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 1 ปี รวมจำคุก23 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุนายอัมพรผู้ตาย นายดาวเรืองและนายอุดมผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่โจทก์มีพยานรู้เห็นขณะเกิดเหตุมาสืบ คือนายดาวเรืองผู้เสียหายและร้อยตำรวจตรีสรพล พยุงวีระน้อย แต่พยานที่ยืนยันว่าจำคนร้ายได้คงมีร้อยตำรวจตรีสรพลเพียงปากเดียว ส่วนนายดาวเรืองผู้เสียหายจำคนร้ายไม่ได้ ร้อยตำรวจตรีสรพลพยานโจทก์เบิกความว่า ขณะพยานนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งพลตำรวจนิพนธ์เป็นคนขับไปใกล้จะถึงปากซอยเหล่าลดา ได้ยินเสียงปืนดังทางปากซอยเหล่าลดา ขณะนั้นพยานอยู่ห่างปากซอยดังกล่าวประมาณ 100 เมตร พยานจึงไปที่ปากซอยเหล่าลดา ได้เห็นคนร้าย 3 คนกำลังใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มนายอัมพรผู้ตายกับพวกจึงร้องบอกให้หยุดและแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ คนร้ายทั้งสามหันหน้าไปเอง พยานจึงเห็นหน้าและจำคนร้ายทั้งสามคนได้ คนร้ายคนหนึ่งคือจำเลยนี้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าขณะเสียงปืนดัง ร้อยตำรวจตรีสรพลยังอยู่ห่างที่เกิดเหตุถึงประมาณ 100 เมตร แม้พยานจะนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไป กว่าพยานจะไปถึงที่เกิดเหตุ คนร้ายก็น่าจะวิ่งไปแล้ว เพราะข้อเท็จจริงปรากฏตามคำเบิกความของนายดาวเรืองผู้เสียหายว่า เสียงปืนดัง 4-5 นัด ผู้เสียหายรู้สึกเจ็บที่อกด้านซ้ายผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งไปประมาณ 3 ก้าวก็ถูกยิงที่ด้านหลังอีก 1 นัดผู้เสียหายกับพวกจึงวิ่งหนีกลับไปที่ร้าน จากคำเบิกความดังกล่าวแสดงว่าคนร้ายยิงปืนทั้งหมดประมาณ 5-6 นัด และยิงในระยะไม่ห่างกันที่ร้อยตำรวจตรีสรพลพยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุได้เห็นคนร้ายกำลังใช้ปืนยิงผู้เสียหายและผู้ตายกับพวก จึงยังเป็นที่น่าสงสัยอยู่ หากร้อยตำรวจตรีสรพลพยานจะเห็นคนร้ายก็น่าจะเห็นคนร้ายด้านหลังขณะคนร้ายวิ่งหลบหนีหลังจากยิงผู้เสียหายกับพวกแล้วอย่างไรก็ดีแม้จะฟังว่าร้อยตำรวจตรีสรพลพยานไปถึงที่เกิดเหตุขณะเกิดเหตุขณะคนร้ายกำลังใช้ปืนยิงผู้เสียหายกับพวก พยานก็ไปจอดรถด้านหลังคนร้ายและเห็นด้านหลังคนร้าย แม้คนร้ายจะหันหน้าไปมองพยานก็หันไปเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้นประมาณครั้งนาทีเท่านั้น คนร้ายเป็นคนที่พยานไม่เคยรู้จักมาก่อน ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน พยานน่าจะเห็นหน้าคนร้ายไม่ถนัด อาจจำผิดพลาดได้ ที่พยานเบิกความว่าจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยจึงยังมีเหตุอันควรสงสัยอยู่ว่าพยานอาจจำผิดพลาดได้ ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมและให้การภาคเสธในชั้นสอบสวนนั้น เห็นว่คดีนี้มีอัตราโทษสูง แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพต่อศาล โจทก์ก็ยังต้องนำพยานมาสืบให้เป็นที่พอใจศาลว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง ศาลจึงจะลงโทษจำเลยได้ ลำพังคำรับสารภาพนอกศาลซึ่งในชั้นศาลจำเลยให้การปฏิเสธย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่โจทก์ส่งคำให้การในชั้นสอบสวนซึ่งโจทก์นำตัวพยานมาเบิกความต่อศาลไม่ได้นั้น ก็เห็นว่าจำเลยไม่มีโอกาสซักค้านพยานดังกล่าว คำให้การพยานในชั้นสอบสวนจึงไม่มีน้ำหนักสรุปแล้วเห็นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่เป็นที่ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ จึงควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยพยานจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2529 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นาย ทองสุข หรือ แหลม จงเป็นธรรม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นาย ทองสุข หรือ แหลม จงเป็นธรรม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุทิศ บุญชู · จุนท์ จันทรวงศ์ · ปชา วรธรรมพินิจ
แหล่งที่มาสำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540ฎีกา 643/2531ฎีกา 199/2547ฎีกา 238/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการ