⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 138/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 138/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้มีสิทธิรับเงินอากรคืนเพราะชำระไว้เกินจำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่ม มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินที่จะได้รับคืน นับแต่วันที่ได้ชำระค่าอากร ไม่ใช่วันฟ้อง และจะนำบทบัญญัติเรื่องผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับมิได้.

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่ามุ่งประสงค์จะให้ผู้มีสิทธิรับเงินอากรคืนเพราะเหตุที่ได้ชำระไว้เกินจำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ได้รับดอกเบี้ยของเงินที่จะได้รับคืนในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน หรือร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินที่จะได้รับคืนนับตั้งแต่วันที่ได้ชำระค่าอากรนั้น หาใช่นับตั้งแต่วันฟ้องไม่กรณีเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชบัญญัติศุลกากรโดยเฉพาะ จึงจะนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ว่าด้วยผิดนัดมาใช้บังคับมิได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้นำเข้ากระจกเงาสีชาจากประเทศเยอรมันตะวันตก ๓ ครั้ง ซึ่งได้เสียภาษีอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาลไว้แล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ทำการประเมินให้โจทก์เสียภาษีอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาลเพิ่ม ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ต้องจำยอมชำระภาษีเพิ่มตามที่ถูกประเมินดังกล่าวรวมเป็นเงิน ๑๑๕,๕๘๕.๖๘ บาทให้แก่จำเลย เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๒๘ ขอให้สั่งเพิกถอนการประเมินภาษีอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาลเพิ่มให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินภาษี ๑๑๕,๕๘๕.๖๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๙,๘๒๓ บาท รวมเป็นเงิน ๑๒๕,๓๐๘.๖๘ บาท กับดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวของต้นเงิน ๑๑๕,๕๘๕.๖๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงไว้มิใช่เป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดซึ่งสูงกว่าราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงไว้ เจ้าพนักงานประเมินจึงทำการประเมินให้โจทก์เสียอากรขาเข้า ภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลเป็นจำนวนเงินตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการประเมินที่ถูกต้องตามความเป็นจริงและเหตุผล โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินภาษีอากรคืนจากจำเลย ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินอากรขาเข้า ภาษีกาค้าและภาษีบำรุงเทศบาลเพิ่มของจำเลย ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๑๕,๕๘๕.๖๘ บาทคืนโจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยในเงินต้นดังกล่าวในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาในชั้นนี้เฉพาะค่าดอกเบี้ยของเงินภาษีอากรคืนตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าอากรไว้จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๙,๘๒๓ บาทนั้น โจทก์มีสิทธิจะเรียกเอาได้หรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ มาตรา ๑๑๒ จัตวา วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่า 'ในกรณีที่ต้องคืนเงินอากร หรือเงินประกันค่าอากรเพราะเหตุที่ได้เรียกไว้เกินจำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่มให้คืนพร้อมด้วยดอกเบี้ยอีกร้อยละ ๐.๖๒๕ ต่อเดือนของจำนวนที่ต้องคืน โดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ชำระค่าอากร .......' ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะให้ผู้ที่มีสิทธิรับเงินอากรคืนเพราะเหตุที่ได้ชำระไว้เกินจำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่มนั้น ได้รับดอกเบี้ยของเงินที่จะได้รับคืนในอัตราร้อยละ ๐.๖๒๕ ต่อเดือนของเงินที่จะได้คืนนับตั้งแต่วันที่ได้ชำระค่าอากรนั้นไว้เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชบัญญัติศุลกากรโดยเฉพาะแล้ว จึงจะนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๒๔ ว่าด้วยผิดนัดมาบังคับใช้กับกรณีนี้หาได้ไม่ กรณีของโจทก์ต้องตามที่พระราชบัญญัติศุลกากรบัญญัติไว้ดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๐.๖๒๕ ต่อเดือนหรือร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของเงินที่มีสิทธิได้รับคืนจำนวน ๑๑๕,๕๘๕.๖๘ บาท นับจากวันที่โจทก์ได้ชำระอากรคือวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๒๘ จนถึงวันฟ้อง ที่โจทก์ขอมาเป็นเงินจำนวน ๙,๘๒๓ บาทนั้นไม่เกินกว่าจำนวนเงินที่คำนวณได้ จำเลยที่ ๑ จึงต้องใช้เงินจำนวนนี้ให้โจทก์ด้วย รวมเป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนทั้งสิ้น ๑๒๕,๔๐๘.๖๘ บาทแต่โจทก์ขอมาเพียง ๑๒๕,๓๐๘.๖๘ บาท จึงให้เท่าที่ขอมาที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๒๕,๓๐๘.๖๘ บาทคืนโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 138/2530 บริษัททวีสินอุดม จำกัด โจทก์ กรมศุลกากร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัททวีสินอุดม จำกัด · จำเลย - กรมศุลกากร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · สมศักดิ์ จูสวัสดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายสมศักดิ์ วงศ์ยืน · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 1781/2509ฎีกา 8396/2538ฎีกา 4623/2540ฎีกา 4225/2529ฎีกา 2843/2546ฎีกา 2384/2536ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 3295/2533ฎีกา 6164/2533ฎีกา 5887/2537ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 4563/2557ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2794/2526ฎีกา 1776/2541ฎีกา 7633/2550ฎีกา 75/2481ฎีกา 10881/2546ฎีกา 2431/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา