⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1436/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ว่าจ้างผู้รับเหมาให้ทำการก่อสร้างอาคารในที่ดินของตน โดยตนเองมิได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการก่อสร้าง จะไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในมูลละเมิด หากความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำของผู้รับเหมา.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ติดกับอาคารของโจทก์ ได้จ้างเหมาให้บุคคลอื่นเป็นผู้ก่อสร้างอาคารในที่ดินของจำเลย โดยจำเลยมิได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการก่อสร้างแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าอาคารโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะผลจากการก่อสร้าง ผู้รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโจทก์ในมูลละเมิดจึงมิใช่จำเลย ที่โจทก์มาฟ้องจำเลยจึงเป็นการสำคัญผิดในตัวบุคคลผู้ทำละเมิด การที่จำเลยปลูกอาคารผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการและถูกเจ้าหน้าที่ลงโทษปรับไปแล้วนั้น เป็นเรื่องของความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างไปจากความรับผิดในมูลละเมิดอันมีต่อบุคคลภายนอกที่เนื่องมาจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง แต่มีบุคคลภายนอกเป็นผู้ว่าจ้างผู้อื่นทำการก่อสร้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ดินของโจทก์ด้านหลังอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยเมื่อต้นปี 2522 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันรื้ออาคารเก่าออกและสร้างอาคารใหม่ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่อาคารของโจทก์ทั้งสอง ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายจำนวน 197,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า นายธวัช เลิศไตรภพ ได้เช่าที่ดินจำเลยเป็นเวลา 12 ปี จำเลยได้จ้างนายพิชัย ชินะพันธ์มงคลและนายสมดี ศรีหนาจ เป็นผู้ก่อสร้าง โจทก์ต้องว่ากล่าวเอากับผู้ก่อสร้าง อาคารบางส่วนของโจทก์รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยขอฟ้องแย้งให้โจทก์ทำการรื้อถอนออกไป โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า อาคารโจทก์ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 49,000บาทแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหาย 49,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาในชั้นฎีกาประเด็นเดียวว่าจำเลยหรือบุคคลภายนอกเป็นผู้ละเมิดต่อโจทก์ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยฟังเป็นยุติว่าอาคารเก่าหลังเดิมในที่ดินของจำเลยได้ถูกรื้อถอนออกแล้วสร้างใหม่เป็นอาคาร 4 ชั้น 3 คูหา ในการก่อสร้างนี้ทำให้โจทก์ซึ่งมีอาคารติดต่อกับจำเลยทางด้านหลังได้รับความเสียหาย โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ก่อสร้างอาคารลงบนที่ดินของจำเลยจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้น จำเลยต่อสู้ว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับหากจะมีอยู่จริงก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอากับบุคคลภายนอกผู้ว่าจ้างผู้อื่นให้ทำการก่อสร้าง มิใช่มาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ดังนี้ เห็นว่าการก่อสร้างอาคารสูงถึง 4 ชั้น โดยเหตุผลตามธรรมดาแล้วงานดังกล่าวจะต้องกระทำโดยผู้มีความรู้ในเรื่องก่อสร้างจึงจะดำเนินการไปได้โดยมั่นคงปลอดภัยและถูกต้องตามหลักวิชา จำเลยซึ่งมิใช่เป็นผู้มีอาชีพหรือประกอบการในด้านนี้ จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้จ้างคนงานมาทำการปลูกสร้างอาคารเอง ซึ่งปัญหานี้จำเลยก็ได้โต้เถียงเป็นข้อเท็จจริงมาตั้งแต่ต้นว่าจำเลยมีข้อตกลงกับบุคคลภายนอกให้สร้างอาคารดังกล่าวโดยจำเลยได้ค่าหน้าดินเป็นผลประโยชน์ตอบแทน โดยที่จำเลยมิได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการก่อสร้างแต่อย่างใด ทั้งข้อความตามบันทึกรายงานประจำวันในเอกสารหมาย ล.4 ของเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย เขต 1 ก็ปรากฏว่า นายสมดี ศรีหนาจ ตัวแทนของผู้รับเหมาซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกมาสอบปากคำอันเนื่องจากโจทก์ที่ 2 ไปแจ้งความเกี่ยวกับความเสียหายที่โจทก์ทั้งสองได้รับจากการก่อสร้างอาคารในที่ดินของจำเลยทั้งสองนั้นก็เป็นบุคคลที่มีชื่อปรากฏในเอกสารหมาย ล.3 ในฐานะผู้รับจ้างร่วมกับนายพินัย ชินะพันธ์มงคล ผู้รับเหมาก่อสร้าง เมื่อเป็นดังนี้ผู้รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโจทก์ในมูลละเมิดดังกล่าวจึงมิใช่จำเลย การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์สำคัญผิดในตัวบุคคลผู้ละเมิดเองซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดแล้ว ส่วนปัญหาที่โจทก์อ้างว่าจำเลยปลูกอาคารผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ และถูกเจ้าหน้าที่ลงโทษปรับไปแล้ว แสดงว่าจำเลยเป็นเจ้าของอาคารจึงต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่าความรับผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ฯ กฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างไปจากความรับผิดในมูลละเมิดอันมีต่อบุคคลภายนอกที่เนื่องมาจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง แต่มีบุคคลภายนอกเป็นผู้ว่าจ้างผู้อื่นทำการก่อสร้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ". ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2530 นาย สม ศักดิ์ อร่าม เสรี วงศ์ กับพวก โจทก์ นาง รัตนา ไพบูลย์ สาธิต กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สม ศักดิ์ อร่าม เสรี วงศ์ กับพวก · จำเลย - นาง รัตนา ไพบูลย์ สาธิต กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวัสดิ์ รอดเจริญ · ดุสิต วราโห · คำนึง อุไรรัตน์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 307/2513ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ