คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนั่งรอหรือเตร็ดเตร่ตามถนนในลักษณะที่เห็นได้ว่าเป็นการเรียกร้องการติดต่อในการค้าประเวณี ถือเป็นการกระทำความผิดฐานเตร็ดเตร่เพื่อการค้าประเวณี.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยทั้งสามกับพวกนั่งอยู่ที่รถสามล้อในบริเวณถนนซึ่งเป็นบริเวณที่มีหญิงมาทำการเตร็ดเตร่ เพื่อค้าประเวณี ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 23 นาฬิกา มีชาย คนหนึ่งเข้ามาพูดจาและพาพวกจำเลยคนหนึ่งออกไปนานราว 30 นาที พวกจำเลยดังกล่าวจึงได้กลับมา จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามกระทำการเตร็ดเตร่ หรือคอยอยู่ตามถนนในลักษณะอาการที่เห็นได้ว่าเป็นการเรียกร้องการติดต่อในการค้าประเวณี.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ม.4 พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ม.5
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีทั้งสามสำนวนโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2527เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสามกระทำการเตร็ดเตร่คอยอยู่ตามบริเวณถนนอู่ทอง ซึ่งเป็นที่สาธารณสถานชักชวนชายให้ร่วมประเวณีกับจำเลยทั้งสาม อันเป็นการเรียกร้องติดต่อเพื่อค้าประเวณีซึ่งเป็นการเปิดเผยน่าอับอายเป็นที่เดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณชนขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 มาตรา4, 5(1) (2)
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 มาตรา 4, 5(1) (2) ให้ปรับคนละ1,000 บาท
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ทั้งสามสำนวนฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พยานโจทก์ทั้งสองพบเห็นจำเลยทั้งสามกับพวกนั่งอยู่ที่รถสามล้อในบริเวณถนนอู่ทองเวลาประมาณ 23 นาฬิกาซึ่งเป็นเวลาดึกมากแล้วและในบริเวณแถวนั้นเป็นที่ทีมีหญิงมาทำการเตร็ดเตร่เพื่อค้าประเวณีตามที่พยานโจทก์ไปรับคำร้องเรียนจากประชาชนและจากการสืบสวนได้ความมา ขณะที่จำเลยกับพวกนั่งอยู่ที่รถสามล้อนั้นมีชายคนหนึ่งเข้ามาพูดจาและพาพวกจำเลยคนหนึ่งออกไปนานราว30 นาที พวกจำเลยดังกล่าวได้กลับมา จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามกระทำการเตร็ดเตร่หรือคอยอยู่ตามถนนในลักษณะอาการที่เห็นได้ว่าเป็นการเรียกร้องการติดต่อในการค้าประเวณี ทั้งจำเลยทั้งสามรับสารภาพต่อผู้จับกุมด้วย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้องที่จำเลยทั้งสามนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสามได้มาพบกันแล้วได้พูดจาคุยกัน จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับไปดำเนินคดี ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย..."
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2530
พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง พระนครศรีอยุธยา โจทก์
นาง นกแก้ว หรือ แก้ว วงศ์ แดง กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง พระนครศรีอยุธยา · จำเลย - นาง นกแก้ว หรือ แก้ว วงศ์ แดง กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · จำนง นิยมวิภาต |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ