⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2488/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2488/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- ศาลมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องเรียกภาษีอากรจากจำเลยผู้นำของเข้า จำเลยต่อสู้ว่าสินค้ารายพิพาทบริษัท ส. สั่งจากประเทศญี่ปุ่นไม่ตรงตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรี อนุมัติ ต่อมาคณะกรรมการ ดังกล่าวได้มีมติกลับมติเดิมให้เรียกเก็บภาษีอากรรายนี้ ก็หาใช่เป็นเหตุโดยตรงให้จำเลยถูกฟ้องเรียกภาษีอากรเป็นคดีนี้ไม่ เพราะจำเลยเป็นผู้นำเข้าสินค้าบริษัท ส. ก็ดี คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรีก็ดีไม่ได้มีส่วนในการนำเข้าสินค้ารายพิพาท จำเลยไม่อาจฟ้องบริษัท ส. หรือสำนักนายกรัฐมนตรี หรือถูกฟ้องไล่เบี้ยอันเนื่องมาจากการเสียภาษีอากรของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจขอให้ศาลเรียกบริษัท ส. หรือสำนักนายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) ได้ การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเพิ่มมากไปกว่าที่จำเลยต้องชำระก็ดี หรือให้เสียดอกเบี้ยโดยที่จำเลยไม่มีความรับผิดตามกฎหมายที่ต้องเสียก็ดี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับบัตรส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนประเภทกิจการโรงแรม โดยได้รับงดเว้นการเสียภาษีอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับโทรทัศน์สี ชนิดแบบวงจรปิด ขนาด ๑๓ นิ้ว จำนวน ๔๑๕ เครื่อง จำเลยได้สั่งและนำเข้าเครื่องรับโทรทัศน์สี ยี่ห้อโซนี่ ขนาด ๑๓ นิ้ว มอนิเตอร์ โมเดิล เควี ๑๓๑๐ อี จำนวนดังกล่าว โดยสำแดงเท็จว่าสินค้าดังกล่าวได้รับการงดเว้นการเสียภาษีอากรขาเข้าและภาษีการค้าซึ่งคิดเป็นเงินรวม ๓,๑๔๒,๗๐๒.๒๖ บาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ของโจทก์และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตรวจพบว่า เครื่องรับโทรทัศน์สีที่จำเลยนำเข้ามิใช่แบบวงจรปิด คณะกรรมการดังกล่าวจึงมีมติเปลี่ยนแปลง ไม่อนุมัติให้จำเลยได้รับการงดเว้นการเสียภาษี จำเลยจึงต้องชำระอากรขาเข้าภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล กับเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑ ต่อเดือน จนถึงวันฟ้องแก่โจทก์ ขอให้พิพากษาบังคับให้จำเลยใช้เงินภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนวน ๖,๗๘๕,๗๗๓.๗๖ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า บริษัทสามชัย จำกัด ผู้ขายแนะนำว่าโทรทัศน์สีตามฟ้องเป็นระบบวงจรปิด จำเลยจึงขออนุมัติงดเว้นภาษีอากรโทรทัศน์ดังกล่าว ต่อคณะกรรมกรส่งเสริมการลงทุนและได้รับอนุมัติ จำเลยจึงให้บริษัทสามชัย จำกัด สั่งนำเข้ามา เจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจแล้วก็ยืนยันว่าถูกต้อง จึงเป็นความประมาทเลิ่นเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ บริษัทสามชัย จำกัด เป็นผู้ผิดสัญญา โจทก์ตรวจสินค้านานถึง ๒ ปี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่ม จำเลยไม่มีเจตนาฉ้อค่าภาษีอากรของรัฐ และไม่ต้องเสียภาษีอากรรายนี้ จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทสามชัย จำกัด และสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนสังกัดอยู่เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๓) ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและชี้สองสถานแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย และพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีอากรและเงินเพิ่มให้โจทก์จำนวน ๖,๗๘๕,๗๗๓.๗๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ในปัญหาที่ว่าศาลชั้นต้นไม่เรียกบริษัทสามชัย จำกัด และสำนักนายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้นเห็นว่า คำว่าอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕(๓) นั้น จะต้องเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากคดีที่กำลังพิพาทกันอยู่โดยตรง กรณีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องเรียกภาษีอากรจากจำเลยผู้นำของเข้า บริษัทสามชัย จำกัด ก็ดี คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรี ก็ดี ไม่ได้มีส่วนในการนำเข้าสินค้ารายพิพาท จำเลยจึงไม่อาจฟ้องบริษัทสามชัย จำกัด หรือสำนักนายกรัฐมนตรี หรือถูกฟ้องไล่เบี้ยอันเนื่องมาจากการเสียภาษีอากรของจำเลย คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยชำระเงินเพิ่มร้อยละ ๑ ต่อเดือน รวม ๑๒๑ เดือนและชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ปรากฏว่าจำเลยต้องชำระเงินเพิ่มเพียง ๑๒๐ เดือนและโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยให้ชำระดอกเบี้ยตามอัตราดังกล่าว แม้ปัญหานี้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ถูกต้อง พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนวน ๖,๔๙๑,๘๖๙.๖๑ บาท ให้โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2488/2530 กรมศุลกากร โจทก์ บริษัทชวริน จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมศุลกากร · จำเลย - บริษัทชวริน จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เฉลิม การปลื้มจิตต์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอุดม เฟื่องฟุ้ง · ศาลอุทธรณ์ - นายอัมพร ทองประยูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 770/2535ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3136/2524ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4873/2528ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 848/2534ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1616/2522ฎีกา 9571/2544ฎีกา 1302/2535ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา