คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3832/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ถูกยึดทรัพย์ ไม่สามารถขอกันส่วนที่ดินของตนจากที่ดินที่ถูกยึดได้ แต่มีสิทธิขอกันส่วนของตนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด.
ย่อคำพิพากษา
ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกับจำเลยทั้งแปลง มิได้มีกรรมสิทธิ์ส่วนไหนแยกต่างหากไปจากจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนที่ดินของตนจากที่ดินที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยนำยึดไว้ แต่ชอบที่จะขอกันส่วนของตนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด
ที่ผู้ร้องทั้งสี่ขอให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อนเพื่อผู้ร้องทั้งสี่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมฝ่ายข้างมากจะได้ตกลงแบ่งที่ดินกับจำเลยก่อนนั้นเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินแล้ว หากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายอมก่อให้เกิดหรือโอน หรือเปลี่ยนแปลงสิทธิในทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ ก็ไม่อาจใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 305 จึงไม่มีเหตุให้งดการขายทอดตลาด.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
สืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำยึดที่ดินสองแปลงซึ่งมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ร้องทั้งสี่ ผู้ร้องทั้งสี่ยื่นคำร้องผู้ร้องทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมฝ่ายข้างมาก ตกลงที่จะแบ่งที่ดินกันเองในระหว่างเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๔ ก่อน การขายทอดตลาดที่ดินกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมดขัดต่อสิทธิของผู้ร้องทั้งสี่อันมีอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หมวดกรรมสิทธิ์รวม มาตรา ๑๓๕๖ ถึงมาตรา ๑๓๖๖ ขอให้งดการขายทอดตลาด ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทั้งสี่แบ่งที่ดินออกเป็นส่วนของผู้ร้องทั้งสี่เสียก่อน กับให้โจทก์บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลสั่งบังคับคดีจำเลยชอบแล้ว หากผู้ร้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่ถูกบังคับคดีอย่างไร ก็ชอบที่จะดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลไม่อาจจะสั่งให้งดการขายทอดตลาดแล้วแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ให้ผู้ร้องก่อนตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องทั้งสี่อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องทั้งสี่ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องทั้งสี่อ้างว่าผู้ร้องทั้งสี่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับจำเลย เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของทรัพย์ดังกล่าวและจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ โจทก์ย่อมยึดทรัพย์นั้นมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ได้ ส่วนที่ผู้ร้องทั้งสี่ขอกันส่วนไว้ก่อนการขายทอดตลาดนั้น ไม่ปรากฏตามคำร้องว่าผู้ร้องทั้งสี่มีกรรมสิทธิ์ส่วนไหนของที่ดินแยกต่างหากไปจากจำเลย จำเลยจึงยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกับผู้ร้องทั้งสี่ทุกส่วนทั้งสองแปลง สำหรับข้ออ้างที่ผู้ร้องทั้งสี่ขอให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อนเพื่อผู้ร้องทั้งสี่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมฝ่ายข้างมากจะได้ตกลงแบ่งที่ดินกับจำเลยก่อนนั้นเห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินทั้งสองแปลงนี้แล้ว หากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายอมก่อให้เกิด หรือโอน หรือเปลี่ยนแปลงสิทธิในทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ ก็ไม่อาจใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๕ จึงไม่มีเหตุให้งดการขายทอดตลาดไว้ตามคำร้อง ผู้ร้องชอบที่จะขอกันส่วนของตนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเท่านั้น
พิพากษายืนโจทก์แก้ฎีกาเกินกำหนดจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3832/2530
นางประมวล อิทธิกุล โจทก์
นายสนัด เอกชัย กับพวก ผู้ร้อง
นายสนิท เอกชัย จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางประมวล อิทธิกุล · ผู้ร้อง - นายสนัด เอกชัย กับพวก · จำเลย - นายสนิท เอกชัย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เฉลิม การปลื้มจิตต์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายปลื้ม โชติษฐยางกูร · ศาลอุทธรณ์ - นายนาม ยิ้มแย้ม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา