⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 567/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 567/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นายจ้างมีสิทธิกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษแก่ลูกจ้างได้ตามระเบียบของนายจ้างเอง และเมื่อนายจ้างได้จ่ายเงินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ลูกจ้างจะไม่มีสิทธิเรียกร้องเพิ่มเติมอีก.

ย่อคำพิพากษา

การจ่ายเงินบำรุงความสุขเป็นเงินบำเหน็จพิเศษแก่ลูกจ้างตามระเบียบการขนส่งของการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2499 นั้น จะต้องมีคณะกรรมการของจำเลยเป็นผู้พิจารณาและกำหนดจำนวนเงิน แต่การจ่ายเงินบำรุงความสุขเป็นเงินบำเหน็จพิเศษนี้ กฎหมายไม่ได้บังคับให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจะต้องจ่าย จำเลยจะออกระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการจ่ายอย่างไรก็ชอบที่จะทำได้ เมื่อคณะกรรมการของจำเลยได้พิจารณาแล้วกำหนดจำนวนเงินบำเหน็จพิเศษให้แก่โจทก์แต่ละคนรับไปแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จพิเศษให้แก่โจทก์ตามระเบียบการขนส่งของจำเลยโดยชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเงินบำเหน็จพิเศษจากจำเลยอีก.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.10

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเก้า ซึ่งทำงานในตำแหน่งกรรมกรขนส่ง ฐานหมดความจำเป็น และจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้ตามกฎหมายแล้ว แต่ระหว่างที่โจทก์ทำงานอยู่กับจำเลย จำเลยได้หักค่าจ้างบางส่วนเป็นเงินบำรุงความสุขซึ่งตามระเบียบการขนส่งของจำเลยระบุให้จำเลยจ่ายเงินจำนวนนี้คืนแก่โจทก์เป็นเงินบำเหน็จพิเศษ แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษให้โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างเป็นรายหน่วยจากการขนสินค้าให้แก่จำเลยโดยจำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำของกฎหมาย ส่วนเงินบำรุงความสุขที่จ่ายให้เป็นบำเหน็จพิเศษเมื่อออกจากงานเป็นเงินรายได้ของจำเลยส่วนหนึ่งต่างหากจากค่าจ้างของโจทก์ เพราะเงินส่วนนี้จำเลยเรียกเก็บจากผู้มาขนส่งสินค้ากับจำเลยตามระเบียบการขนส่งของจำเลย พ.ศ. ๒๔๙๙ แล้ว จัดเป็นกองทุนผลประโยชน์เพื่อจ่ายสงเคราะห์ช่วยเหลือลูกจ้างของจำเลยทุกคน เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาจ่ายเงินบำรุงความสุขเป็นเงินบำเหน็จพิเศษตามระเบียบ ข้อ ๒๑ และข้อ ๒๒ โดยได้จ่ายเงินเช่นว่านี้ให้แก่โจทก์แต่ละคนไปแล้วส่วนหนึ่งรวมกับค่าชดเชย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงความสุขเป็นเงินบำเหน็จพิเศษให้แก่โจทก์อีก ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษแก่โจทก์ทั้งสิบเก้า จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ระเบียบการขนส่งของการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๙ ตอนที่ ๘ ได้กำหนดเกี่ยวกับเรื่องเงินบำเหน็จพิเศษไว้ในข้อ ๒๑ ว่า 'กรรมกรประเภทที่ ๑ ซึ่งทำงานติดต่อกันมาด้วยความเรียบร้อยขยันขันแข็งครบ ๕ ปีบริบูรณ์นับแต่วันที่จ้างเข้ามาเป็นกรรมกรประเภทที่ ๓ ประจำในอัตรากำลัง หากถึงแก่กรรมในขณะเป็นกรรมกร หรือ ลาออกหรือถูกให้ออกดังกล่าวในข้อ ๑๙ ค. - จ. ย่อมได้รับการพิจารณาเมื่อเห็นสมควรจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษให้เป็นการตอบแทนคุณความดี ในอัตราไม่เกินร้อยละ ๗๕ ของเงินบำรุงความสุขที่หักไว้ตามส่วนเฉลี่ยของแต่ละปีของหน่วยงานนั้น วิธีคิดเงินบำเหน็จพิเศษให้เอายอดเงินบำรุงความสุขของแต่ละเดือนเริ่มตั้งแต่กรรมกรขนส่งผู้นั้นได้รับการจ้างเข้ามาเป็นกรรมกรประเภทที่ ๓ ประจำในอัตรากำลัง หารด้วยจำนวนกรรมกรทั้งหมดของหน่วยงานนั้น แล้วนำผลลัพธ์แต่ละเดือนมารวมกันเมื่อสิ้นปีงบประมาณแล้วคูณด้วย ๗๕ หารด้วย๑๐๐ ผลลัพธ์เป็นเงินบำเหน็จพิเศษที่กรรมกรพึงจะได้รับ การจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษดังกล่าวในข้อนี้ให้คำนึงถึงรายจ่ายจากกองเงินบำรุงความสุขเป็นสำคัญด้วย ถ้าเงินบำรุงความสุขหักรายจ่ายแล้วมีไม่ถึง ๗๕% ก็ให้ลดลงตามส่วน' สำหรับกรรมการพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือได้กำหนดไว้ในข้อ ๒๒ ว่า 'การจ่ายเงินสงเคราะห์และช่วยเหลือกรรมกรดังกล่าวในข้อ ๒๐ และข้อ ๒๑ ให้จ่ายจากเงินบำรุงความสุขกรรมกรของแต่ละสถานี โดยผ่านคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินบำรุงความสุขกรรมกร ฯลฯ' จากระเบียบการขนส่งของจำเลย ข้อ ๒๑ และ ข้อ ๒๒ ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ตามข้อ ๒๑ วรรคแรกนั้น เป็นเรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ว่าหากกรรมกรผู้ใดพ้นจากสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยตามเหตุที่ระบุไว้และเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จพิเศษก็ให้จำเลยจ่ายเงินบำรุงความสุขเป็นเงินบำเหน็จพิเศษแก่ลูกจ้างผู้นั้น ซึ่งก็ได้ความว่าโจทก์ทุกคนเป็นลูกจ้างผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินเช่นว่านี้ สำหรับวรรคสองเป็นหลักเกณฑ์ในการคำนวณเงินบำเหน็จพิเศษที่จะจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ส่วนวรรคสามนั้นเป็นข้อยกเว้นว่าถ้าเงินบำรุงความสุขหักรายจ่ายแล้วมีไม่ถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ให้ลดลงตามส่วน และการที่จำเลยจะจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษเช่นว่านี้ก็จะต้องมีคณะกรรมการของจำเลยตามที่ระบุไว้ในข้อ ๒๒ เป็นผู้พิจารณาและกำหนดจำนวนเงิน เมื่อได้ความว่าจำเลยได้ตั้งกรรมการขึ้นพิจารณาเพื่อจ่ายเงินบำรุงความสุขเป็นเงินบำเหน็จพิเศษให้แก่โจทก์ตามระเบียบการขนส่งของจำเลยและเงินเช่นว่านี้กฎหมายไม่ได้บังคับให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจะต้องจ่าย จำเลยจะออกระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายอย่างไรก็ชอบที่จะทำได้ เมื่อคณะกรรมการของจำเลยได้กำหนดจำนวนเงินบำเหน็จพิเศษให้แก่โจทก์แต่ละคนตามจำนวนที่ระบุไว้ในช่อง 'เงินบำรุงความสุข'ท้ายคำให้การและโจทก์ทุกคนก็ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จพิเศษให้แก่โจทก์ไปตามระเบียบการขนส่งของจำเลยข้อ ๒๑ และข้อ ๒๒ โดยชอบโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเงินบำเหน็จพิเศษจากจำเลยอีกได้ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 567/2530 นายบุญสม เอกสุวรรณ กับพวก โจทก์ การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบุญสม เอกสุวรรณ กับพวก · จำเลย - การรถไฟแห่งประเทศไทย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · จุนท์ จันทรวงศ์ · จำนง นิยมวิภาต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายเสรี ชุณหถนอม · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6477/2543ฎีกา 7242-7254/2545ฎีกา 2537/2520ฎีกา 1393/2520ฎีกา 975/2543ฎีกา 6296/2545ฎีกา 5034/2533ฎีกา 7287/2539ฎีกา 2773/2524ฎีกา 5889/2530ฎีกา 5838/2531ฎีกา 1217/2530ฎีกา 558/2509ฎีกา 696/2537ฎีกา 2571/2529ฎีกา 8785/2550ฎีกา 2894/2532ฎีกา 591/2531ฎีกา 4244/2539ฎีกา 2923/2525ฎีกา 5459/2537ฎีกา 231/2482ฎีกา 5470/2537ฎีกา 4590/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา