⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5774/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5774/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น แม้จะไม่มีเจตนาทางอาญา แต่หากผู้กระทำทราบว่าทรัพย์สินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นและได้มีการห้ามปรามแล้วยังคงกระทำต่อไป ถือเป็นการกระทำละเมิด การกระทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก ผู้กระทำตามคำสั่งนั้นย่อมได้รับนิรโทษกรรมตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยเข้าไปขุดลอกสระน้ำซึ่งอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์โดยเข้าใจว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ แม้จะไม่มีความผิดทางอาญา เนื่องจากขาดเจตนา แต่ขณะเกิดเหตุโจทก์ครอบครองทำประโยชน์อยู่ ทั้งโจทก์ได้ห้ามปรามและยังได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจมาห้ามปรามแล้ว จำเลยก็ยังไม่ยอมหยุดกระทำการสูบน้ำและขุดดินในสระน้ำ ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหายถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 7 เป็นลูกจ้างของกรมชลประทาน ได้ร่วมกระทำการกับจำเลยอื่นตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยเข้าใจว่าเป็นการช่วยเหลือวัด ถือได้ว่ากระทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย แม้การกระทำของจำเลยที่ 7 ทำให้โจทก์เสียหายจำเลยที่ 7 ก็ได้รับนิรโทษกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 449 วรรคแรก จำเลยที่ 7 ไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.449 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินมีโฉนดของโจทก์ซึ่งครอบครองทำนาและบ่อเลี้ยงปลา ทำการขุดดินและสูบน้ำออกจากบ่อทำให้ปลาตาย ต้นไม้และดินเสียหายคิดเป็นเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘, ๓๕๙, ๓๖๒, ๓๖๕, ๘๓, ๓๓ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๕๐,๗๘๑.๒๕ บาท และดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้อง จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์และเป็นที่ดินของวัดเขาแก้วบางส่วน กรรมการสภาตำบลเขาแก้ว และคณะกรรมการวัดเขาแก้วลงมติให้ร่วมกันพัฒนาหนองน้ำสาธารณะโดยจำเลยทั้งเจ็ดร่วมพัฒนาหนองน้ำแห่งนี้ด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๑๑,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่าการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเกิดขึ้นโดยคำขอร้อง วัดเขาแก้วและสภาตำบลเขาแก้ว อันเป็นการกระทำในฐานะพลเมืองดีให้ความร่วมมือแก่ทางราชการ เมื่อศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดไม่มีเจตนาในการกระทำผิด จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่าสำหรับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ที่เบิกความรับว่าได้ร่วมพัฒนาขุดสระน้ำพิพาทตามที่สภาตำบลเขาแก้วและวัดเขาแก้วประชุมปรึกษารวมกันให้ขุดสระน้ำ ซึ่งต่างก็เข้าใจว่าเป็นของวัดเขาแก้ว แต่เมื่อโจทก์มาห้ามปรามจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ก็มิได้หยุดกระทำ แม้โจทก์จะได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ก็ไม่ยอมหยุด ซึ่งโจทก์ก็มีจ่าสิบตำรวจปริน พรมขลิบนิบและจ่าสิบตำรวจสมควร เฟื่องสังข์ มาเบิกความว่า ออกไปดูที่เกิดเหตุพบคนหลายคนมีจำเลยที่ ๕ อยู่ด้วย ได้แจ้งให้จำเลยกับพวกหยุดสูบน้ำ แต่พวกจำเลยไม่เชื่อฟังและจำเลยทั้งหกก้ได้ให้การรับแล้วว่าสระน้ำพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ไม่ว่าที่พิพาทจะเป็นของโจทก์หรือไม่ก็ตาม แต่ขณะเกิดเหตุอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ และโจทก์ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ เมื่อยังไม่ได้มีการพิสูจน์ให้แน่ชัดว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทั้งโจทก์ก็ได้ห้ามปรามและยังได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจมาห้ามปรามแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ไม่ยอมหยุดกระทำการสูบน้ำและขุดดินในสระน้ำพิพาท ทำให้ทรัพย์สินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์อยู่ได้รับความเสียหาย ก็ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ฟังไม่ขึ้น ส่วนจำเลยที่ ๗ เป็นลูกจ้างของกรมชลประทานซึ่งเป็นส่วนราชการได้กระทำการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา โดยเข้าใจว่าเป็นการช่วยเหลือวัดเขาแก้ว ถือได้ว่ากระทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย แม้การกระทำของจำเลยที่ ๗ จะทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๗ ก็ได้รับนิรโทษกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๙ วรรคแรก จำเลยที่ ๗ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ฎีกาของจำเลยที่ ๗ ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๗ ที่เกี่ยวกับคำขอทางแพ่งด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5774/2530 นางสุรินทร์ บุญมี โจทก์ นายบุญเลิศ อยู่เกิด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสุรินทร์ บุญมี · จำเลย - นายบุญเลิศ อยู่เกิด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนทร จันทรศักดิ์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · เจริญ นิลเอสงฆ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยนาถ - นายสมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมาน เวทวินิจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1715/2545ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 2718/2538ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 5957/2530ฎีกา 4484/2536ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา