⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 920/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องความผิดฐานเบิกความเท็จ ต้องระบุข้อความที่เบิกความเท็จ ข้อสำคัญของคดีที่ข้อความนั้นเกี่ยวข้อง และข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เพื่อให้จำเลยทราบถึงการกระทำที่ถูกกล่าวหาได้ชัดเจน

ย่อคำพิพากษา

ในความผิดฐานเบิกความเท็จ โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยเบิกความว่าอย่างไร และบรรยายต่อไปว่าโจทก์มิได้เป็นผู้กระทำผิดดังจำเลยเบิกความ แต่มิได้บรรยายถึงข้อความที่จำเลยเบิกความต่อศาลนั้นว่าเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร เป็นความเท็จตรงไหน และความจริงเป็นอย่างไร เพื่อให้เป็นที่เข้าใจได้ชัดเจนว่าจำเลยเบิกความว่าโจทก์กระทำผิดกฎหมายอย่างไร จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)ชอบที่ศาลจะยกฟ้องนั้นเสีย.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นพยานพนักงานอัยการได้เบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดนครพนมโจทก์ นายนำ พลมาตย์ จำเลย ในความผิดฐานบุกรุกที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 329/2526 ขณะอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โดยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2526 เวลากลางวันจำเลยที่ 1 เบิกความว่า "ได้มีการกางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศออกตรวจดูปรากฎว่าแผนที่ดังกล่าวมีภาพของลำห้วยผ่านที่ดินนายดำด้านทิศตะวันออกซึ่งติดกับที่ดินของนางเคน ลำห้วยดังกล่าวติดต่อเป็นแนวเดียวกันซึ่งระบุว่าลำห้วยดังกล่าวคือลำห้วยหนองเปง เป็นลำห้วยสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน" เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2526 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 เบิกความว่า "นายนำ พลมาตย์ จำเลยได้ถมดินปิดกั้นลำห้วยหนองเปงบริเวณติดต่อกับนางม่วงซึ่งอยู่คนละฟากกับที่ของจำเลย ลำห้วยเปงต้องไหลผ่านที่ของจำเลย การปิดกั้นลำห้วยนั้นจำเลยปิดกั้นลำห้วยบริเวณที่ไหลผ่านที่นาของจำเลยทำให้น้ำเอ่อล้นขึ้นท่วมที่นาของชาวบ้านเมื่อฤดูทำนาข้าพเจ้าไปดูที่เกิดเหตุปรากฎว่าจำเลยปิดกั้นลำห้วยจริง โดยใช้ดินถมลำห้วยกว้าง 4 เมตร ยาวประมาณ 120 เมตร น้ำไม่สามารถไหลผ่านได้ลำห้วยเปงมีความกว้าง 4 เมตร จำเลยถมเต็มความกว้างของลำห้วย" เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2526 เวลากลางวัน จำเลยที่ 3 เบิกความว่า "เมื่อปี 2522 จำเลยค่อย ๆ ถมลำห้วยไปทีละนิด ถึงปี 2525 จำเลยจึงถมลำห้วยเต็มไม่ให้น้ำไหลผ่าน ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมนาข้าพเจ้าและนาชาวบ้าน" เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2526 เวลากลางวัน จำเลยที่ 4 เบิกความว่า "แต่เมื่อก่อนนี้ประมาณ 6 ปีมาแล้วได้เคยมีลำห้วยแห่งหนึ่งเกิดขึ้นคั่นกลางระหว่างที่ดินข้าพเจ้ากับที่ดินของจำเลย เหตุที่ลำห้วยดังกล่าวสิ้นสภาพไปก็เนื่องจากนายนำจำเลยนี้ได้ทำการปิดกั้นลำห้วยดังกล่าวโดยทำการถมลำห้วยดังกล่าวจนมีสภาพกลายเป็นที่ดินธรรมดา" การเบิกความของจำเลยทั้งสี่เป็นข้อสำคัญในคดีนั้น เป็นการเบิกความเท็จต่อศาลทำให้โจทก์เสียหาย ความจริงโจทก์มิได้เป็นผู้กระทำผิดดังจำเลยทั้งสี่เบิกความและศาลไม่เชื่อว่าโจทก์กระทำความผิดจึงพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว เหตุเกิดที่ศาลจังหวัดนครพนมตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 83 ศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่าข้อความที่จำเลยทั้งสี่เบิกความเป็นเท็จอย่างไรไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1เบิกความต่อศาลก็ไม่ปรากฎว่า จำเลยที่ 1 เบิกความถึงโจทก์ว่าอย่างไรจำเลยที่ 2 ก็เบิกความแต่เพียงว่า จำเลย (โจทก์คดีนี้) ปิดกั้นลำห้วยบริเวณที่ไหลผ่านที่นาของจำเลย (โจทก์คดีนี้) มิได้เบิกความว่าโจทก์กระทำผิดอย่างไร จำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความว่า จำเลย(โจทก์คดีนี้) ถมลำห้วยไม่ให้น้ำไหลผ่าน ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมนาข้าพเจ้าและนาชาวบ้าน และทำให้ลำห้วยสิ้นสภาพไป ข้อความที่จำเลยทั้งสี่เบิกความต่อศาลเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร เป็นความเท็จตรงไปนและความจริงเป็นอย่างไร โจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้องให้เป็นที่เข้าใจได้ชัดเจนว่าจำเลยทั้งสี่เบิกความว่าโจทก์กระทำผิดกฎหมายอย่างไรเพียงแต่โจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่าโจทก์มิได้เป็นผู้กระทำผิดดั่งจำเลยทั้งสี่เบิกความ ย่อมไม่อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสี่เบิกความว่าโจทก์กระทำผิดอย่างไร ที่โจทก์ฎีกาว่าย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์มิได้ปิดกั้นลำห้วยหนองเปงดังคำเบิกความของจำเลยทั้งสี่นั้นเป็นความเข้าใจของโจทก์เอง การที่จะบรรยายฟ้องให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) โจทก์จะต้องบรรยายให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จอย่างไรเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร และความจริงเป็นอย่างไร เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องมาให้ได้ความชัดเจนดังกล่าว ฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2530 นายนำ พลมาตย์ โจทก์ นายข่าย ศรีโยธี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายนำ พลมาตย์ · จำเลย - นายข่าย ศรีโยธี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนทร จันทรศักดิ์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492ฎีกา 3577/2551ฎีกา 2664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ