⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1338/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1338/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาคำร้องเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ ต้องปรับด้วยมาตรา 43 ไม่ใช่มาตรา 28 และคู่ความย่อมนำสืบข้อเท็จจริงได้ทุกอย่างในชั้นศาลแรงงานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงแห่งคดี.

ย่อคำพิพากษา

การพิจารณาคำร้องเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 41, 121, 124 ต้องปรับด้วยมาตรา 43 มิใช่มาตรา 28 ซึ่งเป็นการพิจารณาข้อพิพาทของผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ มาตรา 43 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารการปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 41 แต่มาตราทั้งสองก็หาได้บัญญัติว่า ข้อเท็จจริงที่ได้มาตามมาตรา 43 ถือเป็นยุติไม่ และเมื่อผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหานำคดีไปสู่ศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 8 วรรคท้ายแล้วคู่ความย่อมนำสืบข้อเท็จจริงได้ทุกอย่างทุกประการ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์และให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีตามความต้องการของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 44, 45 การสืบพยานในคดีแรงงานมีข้อแตกต่างจากคดีแพ่งสามัญโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 45 วรรคสองให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานการที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงทั้งหลายในคดีได้ย่อมถือได้ว่าศาลแรงงานกลางอนุญาตแล้วแม้ว่าโจทก์จะมิได้นำสืบข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ก็นำสืบข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาต่อศาลได้ และจำเลยมีหน้าที่นำสืบหักล้าง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.89 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.44 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.45 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.28 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.41 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.43

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ลูกจ้างของโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กล่าวหาว่า โจทก์กลั่นแกล้งโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่เพื่อบีบบังคับให้ออกจากงานเนื่องจากลูกจ้างทั้งเก้าคนเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน จำเลยได้พิจารณาคำร้องของลูกจ้างไปฝ่ายเดียว เพราะโจทก์ไม่อาจไปให้ถ้อยคำได้เนื่องจากภารกิจต้องนำสินค้าไปต่างประเทศ จำเลยให้โจทก์รับลูกจ้างที่ยื่นคำร้องกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เพราะโจทก์ไม่ได้กลั่นแกล้งโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ของลูกจ้าง เหตุเลิกจ้างเป็นเพราะลูกจ้างจงใจฝ่าฝืนคำสั่งทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย จำเลยทั้งสิบสี่ให้การว่า กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์จงใจขัดขืนไม่ยอมไปพบและไม่ให้ความร่วมมือ จำเลยมีคำสั่งโดยอาศัยถ้อยคำและเอกสารจากนายบุญนาค ผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการผู้จัดการโจทก์ หาได้รับฟังข้อเท็จจริงจากลูกจ้างผู้ยื่นคำร้องไม่ คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษา ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่ จำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า ชั้นวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมนั้น โจทก์มิได้นำสืบข้อเท็จจริงต่อจำเลยทั้งสิบสี่ผู้เป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ต่อเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วโจทก์จึงนำสืบข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณา โจทก์หามีอำนาจนำสืบข้อเท็จจริงเช่นว่าไม่ เพราะเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๘ เมื่อโจทก์นำสืบ จำเลยไม่มีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงเช่นว่านั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๘ ซึ่งเป็นการพิจารณาข้อพิพาทของผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามที่จำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์นั้น หาอาจจะนำมาปรับแก่คดีนี้ได้ไม่ เพราะบทมาตราดังกล่าวเป็นเรื่องของผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เจตนารมณ์ของบทมาตราดังกล่าวเป็นประการใด ขั้นตอนในการพิจารณาข้อพิพาทเป็นประการใด ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยสำหรับคดีนี้ คดีนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๔๑ มาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๔ ดังจะเห็นได้จากคำสั่งที่ ๑๗-๑๘/๒๕๓๐ ของจำเลยทั้งสิบสี่ท้ายคำฟ้อง กรณีจึงต้องปรับด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔๓ อันว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ อันเป็นบทมาตราโดยเฉพาะ แม้จำเลยทั้งสิบสี่อ้างบทมาตราคลาดเคลื่อนตามที่กล่าวมาแล้วก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวเพื่อเป็นการปลดเปลื้องข้อสงสัยของจำเลยทั้งสิบสี่ ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๔๓ เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารสำหรับการปฏิบัติการตามหน้าที่ เป็นการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาด ตามมาตรา ๔๑ แต่มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ก็หาได้บัญญัติว่าข้อเท็จจริงที่ได้มาตามมาตรา ๔๓ ถือเป็นยุติไม่ เมื่อผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหานำคดีไปสู่ศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคท้ายแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าข้อเท็จจริงจะต้องถือตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คู่ความจะนำสืบนอกกว่านั้นไม่ได้ ความที่ว่ามาทั้งนั้นไม่มีปรากฏในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ ณ ที่ใดเลย ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย ดังนั้น ผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา ผู้เป็นคู่ความจึงย่อมจะนำสืบข้อเท็จจริงได้ทุกอย่างทุกประการ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์และให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามความต้องการของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๕ อนึ่ง การสืบพยานในคดีแรงงานก็แตกต่างกว่าคดีแพ่งสามัญดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน ฯ มาตรา ๔๕ วรรคสองที่ว่า ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยานตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน การที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงทั้งหลายในคดีนี้ได้นั้น ย่อมถือได้ว่าศาลแรงงานกลางอนุญาตแล้วเพราะศาลแรงงานกลางต้องการได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ และเพื่อจะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ศาลฎีกา เห็นว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาได้เพราะเป็นการนำสืบในประเด็นโดยตรงตามประเด็นข้อ ๒ ที่ว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๑๗-๑๘/๒๕๓๐ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๐ หรือไม่ เพียงใด และจำเลยทั้งสิบสี่มีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อเท็จจริที่โจทก์นำสืบไว้แล้วนั้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1338/2531 บริษัทชฎาเฟอร์นิเจอร์และก่อสร้าง จำกัด โจทก์ นายอร่าม สุทธะพินทุ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทชฎาเฟอร์นิเจอร์และก่อสร้าง จำกัด · จำเลย - นายอร่าม สุทธะพินทุ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จุนท์ จันทรวงศ์ · มาโนช เพียรสนอง · สีนวล คงลาภ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายเกียติพงศ์ อมาตยกุล · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2894/2532ฎีกา 1968/2533ฎีกา 8077-8078/2549ฎีกา 768/2533ฎีกา 1941/2536ฎีกา 1251/2520ฎีกา 3555/2528ฎีกา 127/2531ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7198/2544ฎีกา 2364/2524ฎีกา 336/2525ฎีกา 1201/2541ฎีกา 2093/2532ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 2311-2314/2532ฎีกา 5712/2541ฎีกา 843/2527ฎีกา 1371/2536ฎีกา 2099/2514ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 583/2506ฎีกา 2599/2530ฎีกา 3005/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา