⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1383/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2531

ป.วิ.อาญา ม.227 · ป.วิ.แพ่ง ม.117

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำเบิกความของพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านและคำให้การในชั้นสอบสวน อาจรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อลงโทษจำเลยได้ หากมีน้ำหนักเพียงพอ.

ย่อคำพิพากษา

คำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งเบิกความโดยที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านและคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานนั้น แม้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ แต่ศาลอาจรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่โจทก์นำสืบได้.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.117

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.117 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 ริบปลอกกระสุนและหัวกระสุนปืนของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางเฮียง แซ่จึง มารดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา288 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ริบปลอกกระสุนและหัวกระสุนปืนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'คดีนี้โจทก์มีประจักษ์พยานมาสืบเพียงปากเดียว คือนายโสภณหรือโฉ สุขสวัสดิ์ แต่ประจักษ์พยานโจทก์ปากนี้เบิกความตอบโจทก์เสร็จและลงชื่อไว้ในคำให้การพยานแล้ว ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปสืบนายโสภณต่อพร้อมกับนายเจริญถนอมศักดิ์ ในนัดหน้าเพราะเป็นพยานคู่กัน แต่ในที่สุดโจทก์ก็ไม่อาจนำตัวนายโสภณมาสืบต่อได้ ทั้งไม่อาจนำตัวนายเจริญมาสืบได้เลย สำหรับคำเบิกความของนายโสภณนั้นระบุว่าพยานเห็นจำเลยกับนายเอนก แสงแก้ว น้องชาย ขับขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมา แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสามคน นอกจากนี้โจทก์มีคำให้การชั้นสวบสวนของนายโสภณและนายเจริญ เอกสารหมาย ป.จ.3 และ ป.จ.4 มาส่งอ้างต่อศาล ตามเอกสารดังกล่าวนายโสภณและนายเจริญยืนยันว่า เห็นจำเลยกับนายเอนกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสาม โดยมีรายละเอียดต่างๆ สอดคล้องต้องกัน และตรงกับคำเบิกความของนายโสภณในชั้นพิจารณาด้วย คำเบิกความของนายโสภณและคำให้การชั้นสอบสวนของนายโสภณและนายเจริญนั้น แม้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ เนื่องจากจำเลยไม่มีโอกาสซักค้านคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าว แต่ศาลอาจรับฟังพยานหลักฐานเหล่านี้ประกอบพยานหลักฐานอื่นๆ ที่โจทก์นำสืบได้ ได้ความจากนายพานิช โสอินทร์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช พยานโจทก์ว่า ขณะเกิดเหตุพยานรับประทานอาหารอยู่กับจ่าสิบตำรวจประเวศ แก้วสีดวง และพลตำรวจพิสิทธิ์ สุมลรัตน์ ได้ยินเสียงปืนดัง ก็พากันไปยังที่เกิดเหตุพบนางละเอียด (ผู้ตายคนหนึ่ง) นอนคว่ำหน้าอยู่ข้างรถกำลังพยุงตัวลุกขึ้น พยานถามนางละเอียดว่าใครยิง นางละเอียดว่านายมณีเป็นคนยิงพยานก็เข้าใจว่าหมายถึงจำเลยเพราะนางฮวยแม่ยายจำเลยเคยฟ้องคดีนายธงชัยผู้ตายในข้อหาหมิ่นประมาท และขณะเกิดเหตุก็ฟ้องขับไล่นายธงชัยต่อศาล จ่าสิบตำรวจประเวศแก้วสีดวง ก็เบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายพานิชในเรื่องสาเหตุโกรธเคืองระหว่างแม่ยายจำเลยและนายธงชัยดังกล่าวนั้นนางเฮียง แซ่จึง โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดานายธงชัยผู้ตายก็เบิกความรับรอง นอกจากนี้นายประสิทธิ์ โทนจินดา ซึ่งเคยเป็นลูกจ้างของนายธงชัยผู้ตายก็เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เคยเห็นนางฮวยทะเลาะกับนางละเอียดผู้ตายหลายครั้ง และนางละเอียดเคยเล่าให้พยานฟังว่าจำเลยขู่จะฆ่านางละเอียดด้วย อนึ่งในคืนวันเกิดเหตุนั้นเอง ร้อยตำรวจตรีจรินทร์ วัฒนไพรสาณฑ์ พนักงานสอบสวนได้บันทึกปากคำนางละเอียดผู้ตายไว้ในขณะที่นางละเอียดได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ท้องและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชต่อหน้าร้อยตำรวจโทสุเมธ จิตต์พาณิช ผู้ร่วมสอบสวน และนางสาวทิวาวิมลทรง พยาบาล ตามบันทึกดังกล่าวเอกสารหมาย จ.1 นางละเอียดให้การว่า คนร้ายมี 2 คน คนหนึ่งชื่อมณีเป็นตำรวจนางละเอียดได้พิมพ์ลายนิ้วมือไว้ด้วย นางสาวทิวา ร้อยตำรวจโทสุเมธ และร้อยตำรวจตรีจรินทร์ ก็ลงชื่อไว้ในบันทึกดังกล่าว ร้อยตำรวจตรีจรินทร์วัฒนไพรสาณฑ์ และนางสาวทิวา วิมลทรง ก็เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า นางละเอียดระบุชื่อนายมณีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนร้าย ขณะนั้นนางละเอียดรู้สึกตัวดี ที่จำเลยฎีกาว่านางสาวทิวาเบิกความแตกต่างกับร้อยตำรวจตรีจรินทร์ในข้อที่ว่า ในการสอบปากคำนางละเอียดดังกล่าวนั้น นางสาวทิวาเบิกความว่านางละเอียดระบุชื่อและนามสกุลของคนร้ายว่านายมณี แสงแก้ว แต่ร้อยตำรวจตรีจรินทร์ว่านางละเอียดระบุแต่ชื่อคนร้ายไม่ได้ระบุนามสกุลด้วยนั้น เห็นว่า นางสาวทิวาอาจเบิกความสับสนไปบ้างหาใช่ข้อสำคัญไม่ ทั้งนี้เพราะบันทึกเอกสารหมาย จ.1 ระบุชัดว่า นางละเอียดให้การว่าคนร้ายชื่อมณีเป็นตำรวจไม่ทราบนามสกุล ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้พยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น' พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2531 พนักงานอัยการ จังหวัด นครศรีธรรมราช โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นาง เฮียง แซ่ จึง โจทก์ สิบตำรวจตรี มณี แสง แก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด นครศรีธรรมราช · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นาง เฮียง แซ่ จึง · จำเลย - สิบตำรวจตรี มณี แสง แก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · เจริญ นิลเอสงฆ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1149/2536ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 5712/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 3800/2564ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 5702/2533ฎีกา 435/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ