⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1573/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1573/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากข้าราชการถูกไล่ออกจากราชการเพราะกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จะไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จ และเงินบำเหน็จดังกล่าวจะไม่ถือเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะรวบรวมไว้ได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นข้าราชการสังกัดหน่วยงานของผู้ร้อง หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และมีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือขออายัดเงินซึ่งอ้างว่าจำเลยมีสิทธิได้รับบำเหน็จจากผู้ร้อง เพื่อรวบรวมไว้ในกองทรัพย์สิน ตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ดังนั้นแม้ผู้ร้องได้ส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยมิได้ปฏิเสธสิทธิเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา 119 ก็ไม่ถือว่าผู้ร้องเป็นหนี้กองทรัพย์สินตามจำนวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด เพราะกรณีไม่เข้าข่าย มาตรา 119 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะรวบรวมเงินบำเหน็จ ของจำเลยได้นั้น ต้องได้ความว่าจำเลยมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ จากผู้ร้อง เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และผู้ร้องได้มีคำสั่งให้ไล่จำเลยออกจากราชการ ซึ่งมีผลให้จำเลย ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นฯ เงินบำเหน็จที่ผู้ร้องส่งให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ได้ตาม มาตรา 109 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ไม่มีอำนาจจัดการเก็บรวบรวมและรับเงินไว้ตาม มาตรา 22 และต้องคืนเงินดังกล่าวให้ผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.406 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.22 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.109 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.119 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.121

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องร้องว่าคดีนี้ศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือขออายัดเงินบำเหน็จของจำเลยต่อผู้ร้อง และผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกได้ออกคำสั่งให้จ่ายเงินบำเหน็จของจำเลยให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาผู้ร้องได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอคืนเงินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่คืนเงิน จึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ระงับการแบ่งทรัพย์สินของจำเลยไว้จนกว่าผู้ร้องพิจารณาลงโทษทางวินัยจำเลยเสร็จ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คืนเงินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คัดค้านว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิขอคืนเงินบำเหน็จดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ระงับการแบ่งทรัพย์สิน และให้คืนเงินบำเหน็จแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 110,625 บาท แก่ผู้ร้องหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่าเมื่อผู้ร้องส่งเงินบำเหน็จตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขออายัดมาให้ผู้คัดค้านโดยมิได้โต้แย้งหรือสงวนสิทธิในการเรียกร้องไว้ จึงเท่ากับผู้ร้องยอมรับว่าผู้ร้องเป็นหนี้ตามคำขออายัดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยเด็ดขาดแล้วผู้ร้องไม่อาจที่จะเรียกร้องให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวนดังกล่าวได้อีกเพราะกรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติในมาตรา 406 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เห็นว่าการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือขออายัดเงินบำเหน็จของจำเลยไปยังผู้ร้องและแสดงเจตนาขอรับเงินบำเหน็จแทนจำเลยด้วยนั้นตามคำเบิกความของนายมนัส แจ่มจรรยา หัวหน้าสำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 6 ได้ความว่าเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 โดยเฉพาะ ไม่ใช่เป็นการแจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลซึ่งจำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามจำนวนที่ได้แจ้งไปแก่จำเลยตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวดังนั้นการที่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติสิทธิเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือขออายัดและแสดงเจตนาขอรับเงินบำเหน็จของจำเลยมายังผู้ร้องภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็ไม่ถือว่าผู้ร้องเป็นหนี้ของกองทรัพย์สินของจำเลยอยู่ตามจำนวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาดแล้วเพราะกรณีไม่เข้าข่ายมาตรา 119 ตามที่กล่าวแล้ว การที่จำเลยจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จหรือไม่ก็ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช 2500 เพราะจำเลยเป็นข้าราชการสังกัดเทศบาลเมืองพิษณุโลก การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สินจะรวบรวมเงินบำเหน็จของจำเลยได้นั้น ต้องได้ความว่าจำเลยมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากผู้ร้อง แต่คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่าจำเลยได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและผู้ร้องได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2527 ให้ไล่จำเลยออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2525 โดยยกเลิกคำสั่งของผู้ร้องที่ 139/2525 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2525 ที่อนุญาตให้จำเลยลาออกจากราชการ ปรากฏตามเอกสารหมาย ร.2 ซึ่งมีผลให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช 2500 มาตรา 11 เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จ เงินบำเหน็จดังกล่าวจึงไม่เป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483มาตรา 109 เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจจัดการเก็บรวบรวมและรับเงินตามมาตรา 22 ผู้ร้องย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวน 110,625 บาท ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้องนั้นชอบด้วยรูปคดีแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1573/2531 นาย อัศนี ศุขโรจน์ โจทก์ นาย จรัสหรือจำรัส บำรุงเกียรติ จำเลย เทศบาล เมือง พิษณุโลก ผู้ร้อง เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย อัศนี ศุขโรจน์ · จำเลย - นาย จรัสหรือจำรัส บำรุงเกียรติ · ผู้ร้อง - เทศบาล เมือง พิษณุโลก · ผู้คัดค้าน - เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประชา บุญวนิช · ดุสิต วราโห · คำนึง อุไรรัตน์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5209/2566ฎีกา 578/2550ฎีกา 1111/2494ฎีกา 5610/2548ฎีกา 4590/2553ฎีกา 374/2534ฎีกา 6605/2550ฎีกา 662/2525ฎีกา 4851/2545ฎีกา 3913/2531ฎีกา 1636/2534ฎีกา 5219/2534ฎีกา 57/2530ฎีกา 2569/2521ฎีกา 92/2531ฎีกา 2013/2531ฎีกา 4470/2543ฎีกา 7966/2544ฎีกา 2709/2536ฎีกา 1061/2511ฎีกา 848/2534ฎีกา 3362/2537ฎีกา 663/2488ฎีกา 1008/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา