คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2145/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริต ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
ย่อคำพิพากษา
จำเลยจูงรถจักรยานยนต์ของบุคคลอื่นซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไว้ไปจากที่จอดรถหน้าสถานีตำรวจ โดยไม่มีเหตุที่จะทำให้สำคัญผิดได้ว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นของจำเลย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตามไปทันขณะจำเลยกำลังจูงรถจักรยานยนต์อยู่ จำเลยก็ไม่ได้โต้เถียงว่าเป็นรถจำเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจขอดูใบอนุญาตขับขี่และสำเนาทะเบียนรถจำเลยก็ไม่มีแสดง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ไปโดยเจตนาทุจริต
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๒ ๓๓๕, ๙๐ ริบกุญแจของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๒, ๓๓๕ (๑)(๘) ลงโทษตามมาตรา ๓๓๕ วรรคสองซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกจำเลย ๕ ปี ของกลางริบ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเข้าใจผิดคิดว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของจำเลย จึงขาดเจตนา พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาว่า จำเลยเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยเจตนาทุจริตหรือไม่ ปัญหาข้อนี้ได้ความว่าสิบตำรวจโทสถาพร อารยภิชาติ เห็นจำเลยจูงรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งเป็นรถที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไว้ไปจากที่จอดรถหน้าสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง จึงรายงานให้ร้อยตำรวจเอกอารักษ์ ชิณโชติทราบ ร้อยตำรวจเอกอารักษ์จึงให้สิบตำรวจโทสถาพรกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก ๒ นาย ติดตามไป สิบตำรวจโทสถาพรกับพวกตามไปทันจำเลยในซอยอ่อนนุช ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีตำรวจดังกล่าวประมาณ ๔๐๐ เมตร ขณะจำเลยกำลังจูงรถจักรยานยนต์ของกลางอยู่ จำเลยไม่ได้โต้เถียงว่านึกว่าเป็นรถของจำเลย แต่พูดว่ารถของจำเลยมีเยอะแยะร้อยตำรวจเอกอารักษ์ขอใบอนุญาตขับขี่และสำเนาทะเบียนรถ จำเลยไม่มีแสดงจากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยเจตนาทุจริต ที่จำเลยต่อสู้คดีว่า เวลาจำเลยจะไปดื่มสุราจำเลยจะนำรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปจอดไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพระโขนง เมื่อดื่มสุราเสร็จ จะนั่งรถเมล์มาลงที่หน้าสถานีตำรวจดังกล่าวและนำรถกลับบ้านแต่วันเกิดเหตุนั้น จำเลยไม่ได้นำรถของจำเลยไปจอดจึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะไปนำรถของกลางไปจากสถานีตำรวจดังกล่าว ที่จำเลยอ้างว่าเคยมีรถจักรยานยนต์ตามเอกสารหมาย ล.๑ นั้น ก็เป็นรถคนละยี่ห้อ คนละสีกับรถจักรยานยนต์ของกลาง และไม่ใช่รถของจำเลย ส่วนใบอนุญาตขับขี่รถตามเอกสารหมาย ล.๒ ก็เป็นใบอนุญาตที่ออกให้แก่จำเลยภายหลังวันเกิดเหตุที่จำเลยอ้างว่าก่อนจะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไป จำเลยได้ไปพูดคุยกับจ่าสิบตำรวจประยุทธที่สถานีตำรวจแห่งนั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยรู้จักกับจ่าสิบตำรวจประยุทธในฐานะที่เป็นลูกค้ามาตัดรองเท้ากับจำเลย และรู้จักกันตามธรรมดาเท่านั้น จึงไม่มีเรื่องอะไรที่จำเลยจะต้องไปพูดคุยกับจ่าสิบตำรวจประยุทธที่สถานีตำรวจเมื่อดื่มสุราเสร็จ ทั้งจะคุยกันเรื่องอะไรจำเลยก็จำไม่ได้ จึงส่อแสดงไปในทางที่ว่าเป็นวิธีการที่จำเลยจะนำรถของกลางไปโดยไม่ให้ผู้ใดเกิดความสงสัย ที่จำเลยอ้างว่าเมาสุรามากนั้นก็ปรากฏว่าจำเลยเดินจูงรถจักรยานยนต์ของกลางไปจากสถานีตำรวจเป็นระยะทางประมาณ ๔๐๐ เมตรได้ และเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแล้วจำเลยก็จูงกลับมาที่สถานีตำรวจได้ จึงแสดงว่าจำเลยไม่ได้จูงรถจักรยานยนต์ของกลางไปเพราะความเมาสุรา ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าเข้าใจผิดคิดว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นรถของจำเลย จำเลยไม่มีเจตนาทุจริตจึงฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2145/2531
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายทวีป คงดี จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายทวีป คงดี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · สมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ · อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายวิชัย ตันติกุลานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง วรรณกลาง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา