คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2907/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ในระหว่างสามเดือนก่อนการขอให้ล้มละลาย โดยมีเจตนาให้เจ้าหนี้ผู้รับโอนได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น เป็นโมฆะและศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนได้
ย่อคำพิพากษา
ท.รับโอนทรัพย์พิพาทจากจำเลย ในระหว่างระยะเวลาสามเดือนก่อนขอให้ล้มละลาย แม้ ท. มิได้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยมาก่อนการโอนแต่การที่ ท. ทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินที่พิพาทกับจำเลย ย่อมถือได้ว่า ท. เป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยโอนทรัพย์พิพาทแก่ตนได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะโอนทรัพย์พิพาท จำเลยมีทรัพย์สินอย่างอื่นพอที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้คือผู้ร้องทั้งสองได้ ก็แสดงว่าจำเลยโอนทรัพย์พิพาทโดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้คือผู้รับโอนได้เปรียบเจ้าหนี้อื่นศาลมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนการโอนได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย ฯ มาตรา 115
การที่ผู้ร้องทั้งสองขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพิกถอนการโอน แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งยกคำร้อง และผู้ร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้เพิกถอนการโอนนั้น เมื่อศาลเห็นควรให้เพิกถอนการโอน ย่อมพิพากษาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการเพิกถอนการโอนตามคำขอของผู้ร้องต่อไป.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.115 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.146
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยได้โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวทัศนีย์ หุตะนันท์ ในระหว่างระยะเวลาสามปีก่อนมีการขอให้ล้มละลายขอให้เพิกถอนการโอน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งยกคำร้อง ผู้ร้องเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งโดยไม่ชอบ ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่ง และสั่งให้เพิกถอนการโอน
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คัดค้านว่า ได้มีคำสั่งไม่เพิกถอนการโอนและให้ยกคำร้องโดยชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นฟังว่าข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยกระทำโดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่นตามมาตรา ๑๑๕ ย่อมไม่มีเหตุสั่งเพิกถอน จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่านางสาวทัศนีย์รับโอนทรัพย์พิพาทจากจำเลยเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๒๕ วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๒๕ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย จึงเป็นการโอนในระหว่างระยะเวลาสามเดือนก่อนขอให้ล้มละลาย แม้นางสาวทัศนีย์มิได้เป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้ (จำเลย) มาก่อนการโอน แต่การที่นางสาวทัศนีย์ทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินที่พิพาทกับลูกหนี้ (จำเลย) ย่อมถือได้ว่านางสาวทัศนีย์เป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้(จำเลย) โอนทรัพย์พิพาทแก่ตนได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะโอนทรัพย์สินดังกล่าว ลูกหนี้ (จำเลย) มีทรัพย์สินอย่างอื่นพอที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้คือผู้ร้องทั้งสองได้ ก็แสดงว่าลูกหนี้ (จำเลย) โอนทรัพย์สินโดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้คือผู้รับโอนได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนการโอนนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๕ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๒/๒๕๑๕ ระหว่างธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชยการ จำกัด โจทก์ นายสำราญ คลังเพชรกับพวก จำเลย ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งยกคำร้องของผู้ร้องและที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขอเพิกถอนการโอนตามคำขอของผู้ร้องต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2907/2531
นางสาวพิสวาท ทุติยะโพธิ กับพวก โจทก์
นางสาวพิสวาท ทุติยะโพธิ กับพวก ผู้ร้อง
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน
นางกาญจนา ศรีธัญญรัตน์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสาวพิสวาท ทุติยะโพธิ กับพวก · ผู้ร้อง - นางสาวพิสวาท ทุติยะโพธิ กับพวก · ผู้คัดค้าน - เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ · จำเลย - นางกาญจนา ศรีธัญญรัตน์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | คำนึง อุไรรัตน์ · ดุสิต วราโห · ประชา บุญวนิช |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายจิระ บุญพจนสุนทร · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง วรรณกลาง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา