คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4245/2534
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 105 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนการนำพยานมาสอบสวนและยกคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนใหม่นั้น ไม่ใช่คำวินิจฉัยที่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายตามมาตรา 146 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลให้สั่งกลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้
ย่อคำพิพากษา
คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนการนำพยานมาให้สอบสวนและยกคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนใหม่ในชั้นตรวจคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 105 ลำพังความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หามีผลบังคับไม่ ศาลอาจวินิจฉัยยกหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กรณีไม่เป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยที่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายตามมาตรา 146 ดังนี้ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องให้ศาลสั่งกลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.105 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.146
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดสอบสวนพยานหลักฐานประกอบคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอเลื่อนวันนัดสอบสวนออกไปแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ต่อมาผู้ร้องจึงได้ยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องอีก ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายเนื่องจากไม่อาจนำพยานหลักฐานเข้าพิสูจน์หนี้ได้ ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐานประกอบคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องต่อไป
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ยื่นคำคัดค้าน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้ร้องเลื่อนการนำพยานมาให้สอบสวน และมีคำสั่งยกคำร้องที่ขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนใหม่ โดยเห็นว่า ผู้ร้องได้ขอเลื่อนการสอบสวนมาเป็นครั้งที่สี่ เป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทำความเห็นตามพยานหลักฐานเท่าที่มีอยู่ในสำนวนเท่านั้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า การกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 146 หรือไม่ เห็นว่ากรณีเป็นเรื่องชั้นการตรวจคำขอรับชำระหนี้ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสอบสวนในคดีเรื่องหนี้สิน แล้วทำความเห็นส่งสำนวน เรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้ต่อศาล ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 105 บัญญัติไว้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนการนำพยานมาให้สอบสวน และมีคำสั่งยกคำร้องที่ขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนใหม่ย่อมเป็นการกระทำในขั้นตอนของการสอบสวนตรวจคำขอรับชำระหนี้เท่านั้น และยังไม่เป็นการแน่นอนว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทำความเห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง ซึ่งแม้ต่อมาหากปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นควรอนุญาตหรือให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องเสียด้วยเหตุใดก็ตาม ลำพังความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวก็หามีผลบังคับแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากศาลอาจวินิจฉัยยกหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวข้างต้นจึงยังไม่เป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยที่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 146 ผู้ร้องจึงยังไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องให้ศาลสั่งกลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นนี้..."
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4245/2534
ธนาคาร สยาม จำกัด โจทก์
ธนาคาร สยาม จำกัด ผู้ร้อง
นาย ประภากร ธุระมน วงศ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคาร สยาม จำกัด · ผู้ร้อง - ธนาคาร สยาม จำกัด · จำเลย - นาย ประภากร ธุระมน วงศ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ยงยุทธ ธารีสาร · สวิน อักขรายุธ · จรัส อุดมวรชาติ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ