⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3297/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3297/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แม้จำเลยรับสารภาพในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน ศาลจะลงโทษได้โดยไม่ต้องสืบพยานประกอบ แต่หากโจทก์สืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพแล้วปรากฏว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ การลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่มีเหตุอันควร โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่าอาวุธปืนนั้นเป็นของจำเลยและจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนนั้น

ย่อคำพิพากษา

แม้ความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ พ.ศ. 2490 ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา มาตรา 176 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์สืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพในข้อหาปล้นทรัพย์แล้วปรากฏข้อเท็จริงว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำผิดฐานมีและพาอาวุธปืนตามฟ้อง ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์และยิงผู้เสียหาย แต่โจทก์มิได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง และโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ทั้งมิได้นำสืบว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืน จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ในข้อหาทั้งสองได้ โจทก์จะอ้างว่าจำเลยที่ 3 มิได้พิสูจน์ความจริงว่า จำเลยที่ 3 เคยมีใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนติดตัว แสดงว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนอันเป็นการผลักภาระหน้าที่นำสืบของโจทก์ไปให้จำเลยโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุนหาได้ไม่.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.174 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83, 91, 340, 340 ทวิ, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. 2490 มาตรา7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รวม 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่ ให้จำคุกคนละ 16 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปี ฐานพกพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ อันเป็นบทหนัก จำคุก 6 เดือน ฐานปล้นทรัพย์ จำคุก 24 ปี เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 3 รวม 25 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รวม 3,000 บาทแก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนสำหรับจำเลยที่ 3 คงจำคุกจำเลยที่ 3ไว้ 24 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์สิบเอกสิทธิชัย ใหม่จันทร์ดี ผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 3 กับพวกอีกคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยืนอยู่ใกล้ๆลักษณะคอยดูต้นทางห่างที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร จำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่มีอาวุธปืนติดตัวอยู่ด้วย คงมีปัญหาในชั้นฎีกาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะด้วยหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่เกี่ยวกับความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพในข้อหาทั้งสองนี้แล้ว ศาลย่อมพิพากษาลงโทษได้ทันทีนั้น เห็นว่าแม้ความผิดทั้งสองข้อหานี้ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์สืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพในข้อหาปล้นทรัพย์แล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำผิดฐานมีและพาอาวุธปืนตามฟ้อง ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์และยิงผู้เสียหายแต่โจทก์มิได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง และโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ ทั้งมิได้นำสืบว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนดังที่โจทก์ฟ้องจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ในสองข้อหานี้ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 มิได้พิสูจน์ความจริงว่าจำเลยที่ 3เคยมีใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนติดตัว แสดงว่าจำเลยที่ 3ไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนนั้นเป็นการพลักภาระหน้าที่นำสืบของโจทก์ไปให้จำเลยโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุนฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน' พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3297/2531 พนักงานอัยการ จังหวัด น่าน โจทก์ นาย ผล อินทิ วงศ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด น่าน · จำเลย - นาย ผล อินทิ วงศ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนทร จันทรศักดิ์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · เจริญ นิลเอสงฆ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 9114/2552ฎีกา 481/2526ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1305/2547ฎีกา 597/2485ฎีกา 1336/2553ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2279/2515ฎีกา 913/2538ฎีกา 164/2553ฎีกา 3026/2517ฎีกา 1875/2547ฎีกา 2963/2535ฎีกา 4534/2531ฎีกา 726/2487ฎีกา 2813/2566ฎีกา 848/2545ฎีกา 2470/2515ฎีกา 2292/2540ฎีกา 16889/2555ฎีกา 738/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา