⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3660/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3660/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลเคยมีคำพิพากษาในคดีก่อนว่าโจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่ง ไม่เป็นการวินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงอื่นหรือไม่ และหากต่อมาโจทก์ได้ซื้อที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งเป็นคนละแปลงกับที่ดินในคดีก่อนมา ก็สามารถฟ้องขับไล่จำเลยในที่ดินแปลงใหม่ได้ โดยไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ.

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินโฉนดเลขที่ 44558 ได้มีการแบ่งแยกในนามเดิมออกไป 12 แปลง คงเหลือเนื้อที่ 28 ตารางวา คดีก่อน ส.ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินได้ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 44558 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่า จำเลยทั้งสองปลูกบ้านอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 44558 พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ต่อมา ส. ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 127496 เนื้อที่ 50 ตารางวา ซึ่งเป็นโฉนดใหม่ที่แบ่งแยกออกมาดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองขณะที่ ส. ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง ที่ดินโฉนดเลขที่ 44558 กับโฉนดเลขที่ 127496 เป็นที่ดินคนละแปลงกันอยู่แล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 127496 มาจาก ส. และยื่นฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๔๙๖ เนื้อที่ ๕๐ ตารางวา โดยซื้อมาจากนางสาวสุชาดา พัชรสุคนธ์ จำเลยทั้งสองได้ปลูกบ้านเลขที่ ๒๗๑/๑ ในที่ดินดังกล่าว โดยไม่มีสิทธิขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวาร รื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า นางสาวสุชาดา จูงสัมพันกุล หรือนางสุชาดา พัชรสุคนธ์ ได้ยกที่ดินให้สุเหร่าบึงหนองบอนโจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการสุเหร่าจึงไปทำสัญญาซื้อขายเพื่อฟ้องขับไล่จำเลยนางสาวสุชาดา เคยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๕๘ ศาลพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ต่อมานางสาวสุชาดา ได้ขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๕๘ ออกหลายแปลง ได้ออกโฉนดเลขที่ ๑๒๗๔๙๖ เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๑๙ โจทก์ทั้งสองมาฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยทั้งสองปลูกบ้านในที่ดินลำพังปลาดุกเป็นที่สาธารณาสมบัติแผ่นดินมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ หากเป็นที่ของโจทก์จำเลยทั้งสองก็ครอบครองมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว ย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิช์ มาตรา ๑๓๘๒ จึงฟ้องแย้ง ขอให้พิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๔๙๖ เนื้อที่ ๕๐ ตารางวาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินที่โจทก์ซื้อโฉนดเลขที่ ๑๒๗๔๙๖ มาจากนางสุชาดาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ที่ดินที่โจทก์ซื้อเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๙ โจทก์ทั้งสองซื้อมาเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๒๔ จำเลยทั้งสองยังไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันฟังได้ว่า เดิมนางสาวสุชาดาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๕๘ แขวงประเวศ ( ประเวศฝั่งใต้ ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๑๒ ตารางวา ต่อมาได้ขอแบ่งแยกในนามเดิมออกไป ๑๒ แปลงพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนแบ่งแยกเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๑๙ เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๔๙๕ ถึงโฉนดเลขที่ ๑๒๗๕๐๖ โฉนดเลขที่ ๔๔๕๕๘ เดิมคงเหลือเนื้อที่ ๒๘ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๑๒๗๔๙๖ มีเนื้อที่ ๕๐ ตารางวา ได้ออกโฉนดใหม่ให้เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๙ วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๒๑ นางสาวสุชาดาได้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๕๘ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองปลูกบ้านอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๕๘ พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ ๑๔๙๐/๒๕๒๒ ของศาลแพ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๒๔ นางสุชาดาได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๔๙๖ ให้โจทก์ทั้งสองโดยทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามเอกสารหมาย จ.๑, จ.๒ ปัญหาวินิจฉัยมีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า นางสาวสุชาดาเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๕๘ ได้ขอแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมและพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนแบ่งแยกเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๑๙ เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๔๙๖ ซึ่งมีเนื้อที่ ๕๐ ตารางวาเป็นโฉนดใหม่ ออกโฉนดให้เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๙ ส่วนที่ดินโฉนดเบขที่ ๔๔๕๕๘ โฉนดเดิม คงเหลือเนื้อที่ ๒๘ ตารางวา นางสาวสุชาดาเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๕๘ เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๒๑ ขณะที่นางสาวสุชาดายื่นฟ้องจำเลยทั้งสองที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๕๕๘ กับโฉนดเลขที่ ๑๒๗๔๙๖ เป็นที่ดินคนละแปลงกันอยู่แล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๔๙๖ มาจากนางสาวสุชาดาในเวลาต่อมาและยื่นฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ที่ศางชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามมิให้ฟ้องอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ และพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3660/2531 นายสะและ สวัสดิ์มณี กับพวก โจทก์ ร้อยตำรวจเอกดำริห์ แจ่มประภา กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสะและ สวัสดิ์มณี กับพวก · ล. - ร้อยตำรวจเอกดำริห์ แจ่มประภา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน นนทแก้ว · เสรี แสงศิลป์ · อากาศ บำรุงชีพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประศาสน์ ธำรงกาญจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 2570/2554ฎีกา 345/2495ฎีกา 2779/2544ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 2585/2525ฎีกา 3195/2540ฎีกา 5283/2540ฎีกา 3785/2545ฎีกา 7706/2548ฎีกา 1182/2491ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 1228/2539ฎีกา 1081/2549ฎีกา 1642/2545ฎีกา 261/2506ฎีกา 1592/2521ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา