⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3796/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3796/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่หลอกลวงผู้อื่นเพื่อเอาเงินไปโดยไม่ได้มีเจตนาจะทำงานให้ตามที่กล่าวอ้างนั้น ไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

ย่อคำพิพากษา

ตามคำฟ้องของโจทก์ปรากฎว่า จำเลยมิได้มีเจตนามาตั้งแต่แรกที่จะจัดหางานและดำเนินการติดต่อหางานใด ๆ ดังที่จำเลยกล่าวชักชวน จำเลยมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ต้นแล้วเมื่อได้รับเงินจากคนหางานแล้ว ก็จะนำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวแสดงว่าจำเลยเพียงแต่อ้างเหตุที่จะจัดหางานเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามที่กล่าวในฟ้องไม่เป็นความผิดในข้อหาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตดังนี้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยในข้อหานี้ไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา341, 343, 91, 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ.2511 มาตรา 4, 7, 27, 28 จำเลยให้การปฎิเสธ แต่รับว่าไม่เคยได้รับอนุญาตจัดหางาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 ให้จำคุก 1 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดหาแรงานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 27, 28 ให้จำคุก 1 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 วัน รวมจำคุก 1 ปี15 วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยและสามีร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่โดยตรงด้วยข้อความอันเป็นเท็จเป็นเหตุให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายทั้งสี่ โดยมิได้หลอกลวงด้วยวิธีประกาศโฆษณาต่อบุคคลทั่วไป หรือได้แพร่กระจายไปยังประชาชนคนอื่นที่มิได้อยู่ ณ ที่นั้น จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 และการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานตามที่โจทก์ฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนที่โจทก์ฎีกา ข้อหาฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ โดยได้เรียกและรับค่าบริการจากผู้เสียหายทั้งสี่ ทั้งจำเลยยังให้รับการสารภาพด้วยคดีจึงฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดในข้อหานี้นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยมิได้มีเจตนามาตั้งแต่แรกที่จะจัดหางานและดำเนินการติดต่อหางานใด ๆ ดังที่จำเลยกล่าวชักชวน จำเลยมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเมื่อได้รับเงินจากคนหางานแล้ว ก็จะนำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย แสดงว่าจำเลยเพียงแต่อ้างเหตุที่จะจัดหางานเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหายทั้งสี่เท่านั้น การกระทำของจำเลยตามที่กล่าวในฟ้องจึงไม่เป็นความผิดในข้อหาฐานนี้ แม้จำเลยจะให้รับการสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยในข้อหานี้ตามฟ้องโจทก์ไม่ได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่มิได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดข้อหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3796/2531 พนักงานอัยการ จังหวัด พิจิตร โจทก์ นาง สม พร บุญ กล้า จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด พิจิตร · จำเลย - นาง สม พร บุญ กล้า
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประชา บุญวนิช · ดุสิต วราโห · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492ฎีกา 3577/2551ฎีกา 2664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ