⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4156/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4156/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมในคดีก่อน โดยโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม และคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินสำรองคืนจากจำเลยนั้น เป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุและประเด็นที่แตกต่างกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ.

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์คดีนี้โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 และศาลได้พิพากษาตามยอมถึงที่สุดไปแล้ว ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินสำรองจากจำเลยโดยกล่าวหาว่าจำเลยเบิกเงินสำรองจากโจทก์ไปแล้วไม่ชำระคืน เป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาหรือข้อตกลง มูลกรณีซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องเรียกและประเด็นซึ่งจะต้องวินิจฉัย จึงต่างเหตุและต่างประเด็นไม่ใช่เป็นเรื่องที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้าง คืนเงินสำรองที่เบิกไปพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและจำเลยขนสินค้าให้โจทก์ จะได้ค่าผลประโยชน์ตอบแทนการขายมากกว่าเงินสำรองตามฟ้อง ขอให้โจทก์ชำระค่าตอบแทนการขายที่ได้หักเงินสำรองตามฟ้องแล้ว ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติว่า จำเลยเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขายโดยมีข้อตกลงว่าจำเลยมีสิทธิเบิกเงินสำรองจากโจทก์สัปดาห์ละ1,250 บาท ปรากฏตามรายละเอียดตามเงื่อนไขและสัญญาเอกสารหมาย จ.3ในระหว่างที่จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยได้เบิกเงินสำรองไปจากโจทก์รวมเป็นเงิน 64,123 บาท ต่อมาโจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยจำเลยจึงฟ้องโจทก์เรียกค่าเสียหายโดยกล่าวหาว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยไม่เป็นธรรม โจทก์ให้การต่อสู้คดี แต่ในที่สุดโจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย โดยยอมชำระเงินจำนวนหนึ่งให้แก่จำเลย ศาลแรงงานกลางได้พิพากษาตามยอมให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4050/2529 ของศาลแรงงานกลางอนึ่งในระหว่างที่จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยได้ขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับเปอร์เซนต์การขายเป็นเงิน 8,527.20 บาท และโจทก์ยังมิได้ชำระให้แก่จำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4050/2529 ของศาลแรงงานกลางหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ในคดีก่อนโดยกล่าวอ้างว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยโดยไม่เป็นธรรมนั้น เป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49ส่วนคดีนี้การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินสำรองจากจำเลยโดยกล่าวหาว่าจำเลยเบิกเงินสำรองจากโจทก์ไปแล้วไม่ชำระคืนนั้น เป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาหรือข้อตกลง มูลกรณีซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องเรียกและประเด็นซึ่งจะต้องวินิจฉัยจึงต่างเหตุและต่างประเด็นไม่ใช่เป็นเรื่องที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้ว่าในคดีก่อนจำเลยบรรยายฟ้องว่าเงินสำรองส่วนหนึ่งของค่าจ้างซึ่งโจทก์จ่ายให้แก่จำเลย แต่ในคดีก่อนโจทก์และจำเลยก็มิได้ตกลงกันว่าเงินสำรองเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง ฉะนั้นจะถือว่าปัญหาเรื่องเงินสำรองศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปครั้งหนึ่ง ซึ่งมีผลผูกพันคู่ความหาได้ไม่ ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4050/2529 ของศาลแรงงานกลาง ปัญหาต่อไปมีว่า เงินสำรองเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างซึ่งโจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามเงื่อนไขและสัญญาเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ 6 ว่า "การเบิกเงินสำรองเพื่อใช้จ่ายของผู้ขายให้เบิกได้จากค่าคอมฯ ของงานจากเช็คที่ผ่านการเก็บเรียบร้อยแล้วเท่านั้น การเบิกเงินล่วงหน้าเบิกได้อาทิตย์ละ1,250 บาท" นั้นย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยเบิกเงินสำรองเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขายสินค้าเป็นการชั่วคราว มิใช่อนุญาตให้จำเลยเบิกมาเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลย ทั้งตามข้อเท็จจริงซึ่งศาลแรงงานกลางฟังว่าเงินสำรองซึ่งจำเลยเบิกไปจากโจทก์นั้น ต้องหักกับผลประโยชน์ซึ่งจำเลยจะได้รับแสดงให้เห็นว่ากรณีที่จำเลยเบิกเงินสำรองไปจากโจทก์แล้ว หากจำเลยไม่มีผลประโยชน์ซึ่งจะได้รับเพื่อหักกลบลบหนี้แล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนให้แก่โจทก์ เงินสำรองจึงมิใช่เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง จำเลยจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่คืนแก่โจทก์หาได้ไม่" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4156/2531 บริษัท ไนซ์อาเซี่ยนอลูมินั่ม จำกัด โจทก์ นาย วิรัช อิงคนานุวัฒน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ไนซ์อาเซี่ยนอลูมินั่ม จำกัด · จำเลย - นาย วิรัช อิงคนานุวัฒน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพจน์ นาถะพินธุ · จุนท์ จันทรวงศ์ · วิศิษฏ์ ลิมานนท์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 26/2524ฎีกา 2328/2533ฎีกา 4742/2553ฎีกา 8875/2542ฎีกา 945/2504ฎีกา 5086/2537ฎีกา 1030/2509ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1228/2539ฎีกา 2093/2532ฎีกา 859/2527ฎีกา 5712/2541ฎีกา 6252/2540ฎีกา 1592/2521ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา