คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4295/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเบิกความของจำเลยในฐานะพยานในคดีแพ่ง แม้จะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงของบริษัทเอกชน แต่หากจำเลยมิใช่คู่ความและไม่มีส่วนได้เสียโดยตรง การแสดงความคิดเห็นหรือการติชมเกี่ยวกับกรรมการบริษัท อาจไม่เข้าข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(3) หากการกระทำนั้นไม่สุจริตและไม่เป็นธรรม.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีที่ ซ. กับพวกยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทน.เพื่อสนับสนุนให้เห็นว่าบริษัทน.ประสบภาวะขาดทุนเพราะการบริหารงานของบริษัทหละหลวมไม่เป็นระเบียบ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทไม่สุจริต และกรรมการบริหารของบริษัททุจริตทำให้การดำเนินงานของบริษัทไม่มีโอกาสจะฟื้นตัวเป็นการยืนยันว่าโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท น.ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทโดยสุจริต และกระทำการทุจริตเป็นเหตุให้บริษัทขาดทุน จำเลยเบิกความในคดีดังกล่าวในฐานะพยาน มิใช่คู่ความ จำเลยมิได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทน.อันจะถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งบริษัทน.ก็เป็นบริษัทเอกชน มิใช่ส่วนราชการหรือองค์การสาธารณะ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(3)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยติชมด้วยความเป็นธรรม พิพากษายืน โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า "คดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งโจทก์อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน คดีนี้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า จำเลยเบิกความตามที่โจทก์ฟ้องในคดีที่นางซิ่วเตียง แซ่โล้ว กับพวกยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทน้ำตาลวังขนาย จำกัด โดยอ้างเหตุว่าการค้าของบริษัททำไปมีแต่ขาดทุน และไม่มีทางหวังว่าจะกลับฟื้นตัวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237(3) และบริษัทดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำเบิกความของจำเลยซึ่งเบิกความเป็นพยานของผู้ร้องตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการเบิกความเพื่อสนับสนุนคำร้องให้เห็นว่า บริษัทประสบภาวะขาดทุนเพราะการบริหารงานของบริษัทหละหลวมไม่เป็นระเบียบ และกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทไม่สุจริตประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งกรรมการบริหารของบริษัททุจริตและราคาน้ำตาลทรายมีแนวโน้มลดลงทำให้การดำเนินงานของบริษัทไม่มีโอกาสจะฟื้นตัว จึงเป็นการยืนยันว่า โจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทน้ำตาลวังขนาย จำกัด ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทโดยสุจริต และกระทำการทุจริตเป็นเหตุให้บริษัทขาดทุนแม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการโอนเงินของบริษัทวังขนาย จำกัด เข้าบัญชีส่วนตัวของโจทก์ และมีการถอนเงินจากบัญชีสะสมทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวไปจ่ายให้แก่บุคคลอื่นอันอาจทำให้จำเลยเข้าใจว่าโจทก์บริหารงานของบริษัทโดยทุจริตก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจของโจทก์ทั้งยังมีการทำหลักฐานไว้ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียสามารถตรวจสอบได้จำเลยเบิกความในคดีดังกล่าวในฐานะพยาน มิใช่คู่ความ จำเลยมิได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทน้ำตาลวังขนาย จำกัด อันจะถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทน้ำตาลวังขนาย จำกัด ก็เป็นบริษัทเอกชน มิใช่ส่วนราชการหรือองค์การสาธารณะจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329(3) คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวจึงอาจทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้สมควรฟังข้อเท็จจริงต่อไป คดีโจทก์มีมูล ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"
พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4295/2531
นาย อา รี ย์ ชุ้นฟ้ง โจทก์
นาย วิสันต์ พงศ์วิทยภานุ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย อา รี ย์ ชุ้นฟ้ง · จำเลย - นาย วิสันต์ พงศ์วิทยภานุ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ประเสริฐ บุญศรี |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา